บันทึกการสำรวจและบุกเบิกในดินแดนสยาม
(Surveying and exploring in siam)
เจมส์ แมคคาร์ธี (พระวิภาคภูวดล เจ้ากรมแผนที่คนแรก)
ร.อ.หญิง
สุมาลี วีระวงศ์ (ยศในขณะนั้น) เป็นผู้แปล
ลงตีพิมพ์ในวารสารแผนที่ ฉบับพิเศษ ครบรอบ 200 ปี กรุงรัตนโกสินทร์
คำนำ
ตลอดเวลาสิบสองปีที่ผ่านมา (ค.ศ. ๑๘๘๑ - ๙๓) ข้าพเจ้าวุ่นอยู่กับการรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบแผนที่ประเทศสยาม ซึ่งอาจใช้เป็นพื้นฐานสำหรับระบบการสำรวจระดับชาติได้ต่อไป เมื่อหวนรำลึกถึงกาลครั้งนั้น ทั้งงานหนัก ทั้งความรำคาญใจและอุปสรรคนานาประการที่เกิดขึ้นกีดขวางการทำงานด้วยแล้ว ก็อดเสียมิได้ที่จะรู้สึกแปลกใจที่ยังสามารถประสบความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้ ความเปลี่ยนแปลงที่บังเกิดในหน่วยราชการของสยามมีมาเสียจนกระทั่งผู้ที่เคยเห็นแต่สภาพในปัจจุบันจะไม่สามารถนึกฝันได้เลยว่าการทำงานในระบบเดิมนั้นเปลืองแรงกายแรงใจมากเพียงไร
เพื่อที่ว่า ผลงานช่วงเวลาสิบสองปีดังกล่าวจะได้อยู่ในที่ที่ปลอดภัย และเข้าใช้ได้ง่าย ข้าพเจ้าจึงได้มอบบันทึกให้ราชสมาคมภูมิศาสตร์เก็บรักษาไว้ บันทึกเหล่านี้ รวบรวมไว้แต่เหตุการณ์ และข้อสังเกตที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจความก้าวหน้าทางภูมิศาสตร์ทั่วโลก เป็นบันทึกข้อเท็จจริงที่ได้จากการทำงานอย่างไม่ย่อท้อต่ออันตรายที่เกิดมีขึ้นในบางคราว
กรมทำแผนที่ของสยามในปัจจุบันมีเจ้าพนักงานจำนวนมาก และได้เริ่มต้นงานสำรวจที่ดินตามแบบไปบ้างแล้ว โดยอาศัยแผนที่สำรวจมาตราส่วนใหญ่บริเวณใกล้เมืองหลวง และการสำรวจเบื้องต้นด้วยเข็มทิศและโซ่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทำสำเร็จไปแล้วนั้นเป็นเครื่องช่วย และแม้ว่าจะขาดลักษณะผจญภัยอย่างห้าวหาญเช่นนักสำรวจยุคบุกเบิกไปบ้าง ก็คงจะสามารถสร้างผลประโยชน์เชิงกิจปฏิบัติได้มากอยู่
ข้าพเจ้าหวังว่า ทั้งแผนที่และบันทึกทั้งปวงจะช่วยเพิ่มพูนความสนใจในประชาชนและประเทศที่น่าสนใจอย่างยิ่งอยู่แล้วนี้ และคงจะเป็นประโยชน์แก่นักเดินทางตามสมควรยิ่งกว่าอื่นใด ข้าพเจ้าหวังว่าผลงานนี้จะได้เป็นประโยชน์ต่อชาวสยามทั้งหลายด้วย
เจเอเอส. แมคคาร์ธี
ลอนดอน
๑ มิถุนายน ๑๘๙๘
๑. เริ่มงานที่ระแหง และกรุงเทพฯ
ในปี ค.ศ.๑๘๘๑ ข้าพเจ้าเริ่มเตรียมการทำแผนที่ทั่วไปสำหรับประเทศสยาม หลังจากต้องประสบเรื่องน่ารำคาญต่าง ๆ จนล่าช้าไปถึงสองเดือน ข้าพเจ้าจึงได้ออกเดินทางพร้อมกับกรรมาธิการชาวสยามสองนาย เพื่อไปสำรวจเส้นทางที่จะวางสายโทรเลขจากกรุงเทพฯ ผ่านระแหงหรือตากไปยังมะละแหม่ง
ชุดการสำรวจเขตแดนด้านตะวันออกของอินเดีย ได้กำหนดจุดยอดเขาทางตะวันตกของระแหง (Raheng) ไว้ด้วย จึงน่าที่จะระบุตำแหน่งของระแหงโดยงานชุดสามเหลี่ยมเล็กโยงยึดกับยอดเขาดังกล่าว กว่าจะทำสำเร็จข้าพเจ้าก็ต้องผจญภัยกับการกีดขวางจากเจ้าพนักงานสยามหัวเก่าเสียอ่อนใจ และต้องทำงานหนักเกินจ้ำเป็นไปมากทีเดียว
คงไม่จำเป็นที่จะต้องบันทึกวิธีการทำงานลงไว้อย่างละเอียด มีอยู่คราวหนึ่ง หลังจากบุกฝ่าข้ามเนินเขามาจนเหนื่อยอ่อน พอกลับมาถึงที่พักแรมคืนปรากฏว่ากระโจมที่พักหายเกลี้ยง เหลือแต่ร่องรอยพอให้รู้ว่าช้างเดินไปทางไหนเท่านั้น คนที่มากับข้าพเจ้าก็ไม่มีใครรู้ทาง และส่งภาษากันไม่รู้เรื่องด้วย ตกลงไม่มีหนทางอื่นนอกจากยึดแนวลำน้ำเป็นหลัก ไต่ตามหินลิ่นไปทั้งมืด ๆ บางทีบุกน้ำลึกถึงคอ เย็นเฉียบกว่าจะถึงที่พักได้ก็เลยเที่ยงคืน อีกคราวหนึ่ง คนที่ถือตะเกียงคอยส่องเวลาข้าพเจ้าทำการรังวัดอะซิมุทหอบตะเกียง (Referring Lamp) หนีหายไป ข้าพเจ้าต้องให้คนรับใช้ชาวอินเดียผู้ซื่อสัตย์ทูนตะเกียงไว้บนหัว ส่องแนวหาแผงตะเกียง โชคดีที่พบว่ายังอยู่ในที่เดิม
เมื่อกำหนดตำแหน่งของระแหงเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่มีงานอื่นนอกจากทำงานวงรอบไปยังเมืองกำแพง ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๔๐ ไมล์ แต่งานนี้มีอุปสรรคและมีคนขัดขวางมาก ทั้งไม่มีผู้ช่วงจึงเป็นอันว่าต้องละการแบ่งซอยเส้นวงรอบนั้นไว้ก่อน แต่จากกำแพง (Kampeng) ไปนครสวรรค์ซึ่งมีระยะทาง ๙๐ ไมล์นั้น ได้ทำงานวงรอบด้วยโซ่และเข็มทิศเสร็จเรียบร้อยแล้ว พอดีกับฝนเริ่มตกหนักน้ำท่วมทั่วไป ข้าพเจ้าไม่ถึงกับเจ็บป่วยเป็นแต่รู้สึกว่ามีอาการเหนื่อยล้าทางประสาทเนื่องจากความวิตกกังวล จึงจำต้องเดินทางกลับกรุงเทพ ฯ
ภูมิประเทศระหว่างระแหงกับมะละแหม่ง โดยมากเป็นเนินเขา สันปันน้ำสำคัญเป็นแนวตรงอยู่เพียง ๑๕ ไมล์ ทั้งสองเมืองติดต่อกันโดยตรงด้วยทางเดินเท้าตัดผ่านสันปันน้ำที่ระดับสูงกว่าสองพันฟุตสายหนึ่ง ทางสายอื่นใช้ได้แต่ในฤดูแล้ว เพราะมีหญ้าแห้งสำหรับพวกสัตว์ต่างที่ใช้ในการขนส่งอยู่มากกว่า
ที่มะละแหม่งมีการค้าขายมากอยู่ ทุกวันพอพ่อค้าชาวนาจำนวนมากจะผ่านมากเพื่อขนสินค้าจากแมนเชสเตอร์และเบอร์มิงแฮมไปขายถึงแดนไกลกันดารในสยาม
จากระแหงถึงนครสวรรค์เป็นพื้นที่ราบ เดินทางด้วยเกวียนได้ แต่ทางหลวงสายใหญ่นั้นคือแม่น้ำซึ่งกว้างถึงสองพันฟุตที่ระแหง ในฤดูแล้งน้ำเกือบจะแห้ง ตลิ่งทรายกว้างมีไม่ซุงก่ายกองนับร้อย ๆ ท่อนรอเวลาน้ำหลากคราวต่อไป
ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ หมู่บ้านที่อยู่ลึกเข้าไปในที่ดอนมีขนาดเล็ก จำนวนคนน้อย สายโทรเลขนั้นสร้างขึ้นไว้นานแล้ว แต่ส่วนที่อยู่ระหว่างระแหงกับชายแดนนั้นไม่ค่อยจะได้ซ่อมแซม เนื่องจากนิยมใช้สายโทรเลขจากบางกอก ผ่านกาญจนบุรีไปทวาย (Tavoy) มากกว่า
เมื่อกลับมาถึงบางกอก ประจวบกับกำลังมีงานเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบร้อยปีของราชวงศ์ปัจจุบัน และระลึกการสถาปนาบางกอกด้วย มีงานนิทรรศการแสดงผลงานต่าง ๆ ของชาวสยาม ปรากฏว่าประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง มีผู้คนมาร่วมชมงานมากมายเอิกเกริก
แต่ความหวังที่จะแสวงหาข้อมูลดิบให้เพียงพอสำหรับแผนที่ประเทศสยามนั้นยังดูออกจะมีมืดมน
ระหว่างนี้ พอดีถึงกำหนดเก็บภาษีต่างด้าวจากพวกชาวจีน มีผู้เสนอให้ทำการสำรวจมาตราส่วนใหญ่ในเขตสำเพ็งซึ่งเป็นบริเวณที่มีคนอยู่อาศัยหนาแน่นที่สุดในบางกอกนับว่าเป็นโอกาสอันดีสำหรับจะฝึกฝนหนุ่ม ๆ ชาวสยาม ในคูคลองแถบนั้นมีสิ่งตกจมถมทับจนตื้นเขิน กลิ่นเหม็นคลุ้ง ตรอกซอยแคบ ๆ คดเคี้ยว เหม็นอับเหลือทนทาน แต่ดูเหมือนชาวจีนก็อยู่ได้อย่างสบาย และดำเนินกิจการโรงเหล้า โรงยาฝิ่นกับสถานอบายมุขต่าง ๆ ไปทั้ง ๆ ที่มีขยะกองอยู่รอบ ๆ
บ่อยครั้งจะได้เห็นคนจีนหนุ่ม ๆ ถูกมัดมือด้วยเชือกติดกันเป็นพวง ๆ สักยี่สิบคนเห็นจะได้ เดินมาตามถนน มีเจ้าพนักงานสยามซึ่งไม่มีเครื่องแบบเฉพาะ แต่ถือไม้ท่อนโตเดินคุม พาไปเข้าคุกขังไว้จนกว่าจะมีมิตรสหายนำเงินภาษีมาจ่ายตามกำหนด เนื่องจากชาวจีนทั้งหมดล้วนแต่เป็นสมาชิกของสมาคมลับไม่แห่งใดก็แห่งหนึ่ง ดังนั้นไม่นานก็จะมีคนมาไถ่ตัวให้เป็นอิสระทุกรายไป ชนชาวจีนเป็นกลุ่มที่ต้องเสียภาษีน้อยกว่าชนต่างด้าวอื่น คือ เพียงสี่บาทต่อสามปี เปรียบเทียบความหนาแน่นกับสิงคโปร์ซึ่งมีประชากรหมื่นห้าพันคนแล้ว ก็เห็นจะพอกะคร่าว ๆ ได้ว่าบางกอกมีประชากรราวสามหมื่นคนซึ่งเป็นชาวจีนเสียเกือบครึ่งหนึ่ง
สมาคมลับต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลทั้งในและประเทศจีน ฮ่องกง และสหพันธรัฐมลายูพยายามจำกัดควบคุมอย่างเต็มที่นั้น กำลังเป็นปัญหาใหญ่สำหรับบางกอก ใน ค.ศ.๑๘๘๙ พวกเหล่านี้ได้ก่อการจลาจลกระทั่งทหารต้องออกมาปราบปราม
สมาคมเหล่านี้ บางสมาคมตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือชาวพื้นเมืองที่นับถือศาสนาคริสต์ โดยที่บาดหลวงชาวฝรั่งเศสเป็นเจ้ากี้เจ้าการรับสมาชิก มีอดีตพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาของผู้สำเร็จราชการคนก่อน แต่ภายหลังลาสึกแล้วแปลงรีตเป็นคริสต์เข้าสนับสนุนจนมีกำลังมาก เป็นผลให้เกิดมีสมาคมฝ่ายตรงกันข้ามขึ้นมาแข่งขันอีก ปัจจุบันมีอยู่สักหกสมาคมนอกกฎหมายที่กำลังรบกวนความสงบ และคุกคามความปลอดภัยของสังคม
ชนชาวจีนเป็นพ่อค้าโดยกำเนิด และชาวพื้นเมืองก็ชอบติดต่อค้าขายด้วยเป็นอันมาก ผลคือถนนแคบ ๆ ในบริเวณสำเพ็งซึ่งชาวยุโรปน้อยนักจะได้เข้ามาเห็นนั้นแออัดยัดเยียดไปด้วยกลุ่มคน ชายคาหน้าร้านยื่นออกมาจดกันกลางถนน ทำให้อากาศยิ่งร้อนอบอ้าว แม้แต่สำหรับชาวบ้านที่เดินสวนกันไปมาทั้ง ๆ ที่เปลือยครึ่งท่อน บางคนก็กำลังจะเอาของที่ขโมยมาได้ไปจำนำ อาจเป็นหมวกที่เพิ่งฉกจากหัวคุณมาเมื่อเย็นวานก็เป็นได้ บ้างก็ตรงแน่วไปศาลเจ้า เพื่อเสี่ยงเซียมซีหาเลขไปแทงหวยคราวต่อไปที่กะว่าจะทุ่มทุนหมดตัว หลังเที่ยงคืนไปแล้วจึงจะมีคนร้องบอกเลขหวยที่ออกไปตามถนน เสียงดังลั่นแข่งกับเสียงหมาจรจัดที่หอนโหยหวนน่าชัง บางครั้งคราวจะเห็นฝูงชนแตกกระจายเปิดทางให้ชายชาวจีนที่กวัดแกว่งดาบวิ่งมากลางถนน มีพรรคพวกตีฉาบกระหน่ำกลองติดตามมาเป็นพรวน นี่ก็พากันเข้าไปในศาลเจ้าเหมือนกัน ข้าพเจ้าลองไต่ถามดู พ่อคนรับใช้ชาวจีนก็ไม่ยอมอธิบาย พูดแต่ว่า "ชิงชิงเจา (Chin Chin Jo) ให้ทำ" ภายหลังจึงได้ความว่า นายคนแกว่งดาบนั้นต้องแสดงการทรมานกายต่าง ๆ ในกระบวนแห่ มีอาทินั่งบนคมดาบ กรีดหลัง หรือเอาอาบแทงทะลุแก้มคาไว้เป็นต้น
๒. ในป่าสักภาคตะวันตก
ระหว่างทำการสำรวจสำเพ็ง ข้าพเจ้าจำเป็นต้องเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปทำแผนที่ในบริเวณหุบแม่ทูนซึ่งเป็นแควของแม่น้ำปิง และเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเขตแดนที่กำลังเป็นปัญหาระหว่างเชียงใหม่กับระแหง ต้นเรื่องนั้นเกิดจากภาษีค่าต้นไม้สัก เจ้าพนักงานเมืองเชียงใหม่อุทธรณ์ว่าระแหงล้ำแดนเข้ามา แดนเมืองทั้งสองนี้ถือว่าแบ่งกันที่ลำธาร แต่ฝ่ายระแหงถือเอาลำน้ำสายหนึ่งในขณะที่เชียงใหม่ถือว่าต้องเป็นอีกสายที่อยู่ใต้ลงมาอีกสอบไมล์
ต้นน้ำแม่ทูน (Me Tun) เกิดจากเนินเขาที่มีป่าสักปกคลุมหนาทึบ ไหลลงทางใต้จนบรรจบน้ำแม่สะเมอ (Me Same) แล้วจึงเลี้ยวไหลขึ้นเหนือ ลงสู่แม่น้ำปิง (Me Ping)
การเพาะปลูกมีน้อย ประชากรก็น้อย โดยมากเป็นชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงซึ่งทำป่าไม่สักเป็นอาชีพ อย่างไรก็ดี ทรากเมืองทูน (Maung Tun) เก่าก็แสดงอยู่ว่าที่แห่งนี้เคยมีคนตั้งหลักแหล่งอยู่ถาวรมาแล้ว ตอนที่ข้าพเจ้าไปถึงผู้ที่ได้สัมปทานป่าสักเป็นชาวพม่า มีซุงถึงประมาณพันท่อนกองอยู่ในมะเรอรอหน้าฝนจึงจะล่องลงแม่ปิงได้ นายพม่าคนนั้นก็เช่นเดียวกับพ่อค้าพม่าทั่วไป กล่าวคือมีหนี้สินท่วมตัวทีเดียว กำลังรับประมูลเช่าช่วงสัมปทานป่า ดูเหมือนว่าบริษัทบอร์เนียวจะประมูลได้
ต้นสักนั้นต้องควั่น คือเฉาะโดยรอบลำต้นลึกประมาณสองสามนิ้วให้ต้นตายเสียก่อน ทิ้งไว้สามปีให้แห้งดีแล้วจึงโค่นลง จัดการขนส่งไปบางกอกด้วยความยากลำบากต่อไป
พวกกะเหรี่ยงทำตามธรรมเนียนของชาวเขาทั่วไป เมื่อโค่นต้นสักลงแล้วก็ถางที่ข้างเขาปลูกข้าว(ต่างพันธุ์กับที่ปลูกตามพื้นราบ) ยาสูบ ข้าวโพคอินเดีย และผัก สองสามปีดินจืดแล้วก็ย้ายหมู่บ้านไปถางที่ใหม่ ระวังแต่ไม่ให้ไปล้ำของเผ่าอื่นเป็นใช้ได้ อีกไม่นานก็จะวนกลับมาที่เดิมอีก พวกนี้เก่งงานป่าไม้ ในหุบแม่ทูนนี้คนงานป่าไม้เป็นกระเหรียงทั้งสิ้น
เมื่อข้าพเจ้าไปถึงหุบแม่ทูน หัวหน้าพวกกะเหรียงไม่อยู่ถูกเรียกตัวไประแหง ต้องดำเนินการมากมายหลายวิธีเพื่อให้ได้พบ คนที่จัดการเป็นผู้รับผิดชอบบริเวณชายแดน แต่เจ้าเมืองระแหงบอกว่า เป็นฆาตกร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายอังกฤษที่อยู่แดนต่อแดนรู้จักในฐานะหัวหน้าโจร
ข้าพเจ้ามีแต่คนรับใช้ชาวจีนคนเดียวเดินทางไปด้วย จึงออกจะยากลำบากขลุกขลักอยู่มิใช่น้อย เริ่มแรกที่เดียวทั้งช้างและครวญพากันหนีหายไป พวกหัวขโมยกลั่นแกล้งมายิงปืนขู่อยู่รอบๆ ที่พักเวลากลางคืน โชคดีที่ข้าพเจ้าเป็นไข้เสีย ไม่อย่างนั้นคงได้ทำอะไรที่รุนแรงลงไปบ้างเป็นแน่ ในทีสุดเมื่อหาช้างได้เชือกหนึ่ง ก็ปรากฏว่าเบาะที่นั่งแสนจะสกปรก เหม็นคลุ้งเหลือทนทาน เมื่อยังตั้งใจจะไปต่อข้าพเจ้าก็ต้องเดินทางเท้าฝ่าแดดไปทั้งๆที่กำลังไข้ขึ้น การที่ต้องย่ำบุกน้ำเสมอๆ ทำให้รองเท้าเปื่อยจนยุ่ย ต้องเดินเท้าเปล่าทางเดินหรือก็ขรุขระเป็นโขดหิน ค่ำลงแล้วจึงได้หยุดพักริมลำธาร เหนื่อยหมดแรง เท้าหรือก็แตกยับเยิน
คนอื่น ๆ เดินตามรอยเท้าข้าพเจ้ามา กว่าจะถึงก็จวนเที่ยงคืน ข้าพเจ้ากำลังนอนแผ่ เจ็บปวดรวดร้าวไปหมดทั้งตัว ต้องหามกันเข้าไปที่ระแหง เคราะห์ดีที่ได้พบนายสตีเวนสัน (Mr.Srtevenson) พ่อค้าไม้ใจดีช่วยดูแลรักษา แต่เป็นอันว่าความไข้เข้ามาเกาะกุมตัวข้าพเจ้าไว้อย่างมั่นคงนับแต่นั้นมาเหมือนเป็นเพื่อนสนิทอยู่ด้วยกันประจำทั้งตาปี
๓. ในคาบสมุทรมลายู สงขลาและตานี (Singora & Tani)
เพิ่งจะหายไข้ได้ไม่นาน ข้าพเจ้าก็ต้องออกเดินทางไปยังคาบสมุทรมลายู เพราะตอนนั้นเกิดปัญหาเรื่องเขตแดนระหว่างเปรักซึ่งเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษ กับปัตตานีแต่การกำหนดเขตแดนที่เป็นปัญหานั้นทำได้โดยยาก เพราะข้อเสนอฝ่ายมลายูระบุถึงดินแดนในสภาพที่เคยเป็นอยู่เมื่อสี่สิบห้าปีมาแล้ว เนื่องจากไม่เคยได้รับรู้ว่ารัฐบาลสยามได้จัดแบ่งเขตการปกครองรัฐปัตตานีออกเป็นเจ็ดรัฐย่อย ดังจะได้กล่าวถึงต่อไปข้างหน้า บริเวณที่เกิดวิวาทกันนั้นอยู่ในรัฐรามัน (State of Raman)
เมื่อเตรียมการเบื้องต้นเสร็จแล้ว นายยอร์ช บุช (Mr.George Bush) ร่วมเดินทางไปกับข้าพเจ้าด้วย เราลงเรือชื่อ แนโรว์ บีม ("Narrow Beam") พร้อมกับกรรมาธิการฝ่ายสยาม พระยาพิไชยสงคราม กัปตันเรือเป็นลูกครึ่งเขมร - มาเลย์ ซึ่งเพิ่งจะขอลาไปแสวงบุญที่เมกกะแล้วไม่ได้รับอนุญาต จึงออกจะอารมณ์ไม่สู้จะดีนัก เขาออกตัวว่าไม่รู้จักฝั่งตะวันตกของอ่าวไทยเลย มีอยู่แต่แผนที่เดินเรือแถบชายฝั่งโนวา สโกเชีย
เราพบว่าไม่อาจเข้าห้องพักในเรือได้เพราะลูกกุญแจอยู่ในพระราชวัง เป็นอันว่าต้องรอนแรมกันไปบนดาดฟ้าซึ่งไม่มีที่คุ้มแดดคุ้มฝนสักเท่าไร ในเมื่อกัปตันชาวมาเลย์ยืนยันว่าไม่รู้จักเส้นทางชายฝั่งตะวันตก ก็จำเป็นต้องตัดไปทิศตะวันตกของประภาคารทอดสมอตอนกลางคืน และใช้จักรเดินเลียบฝั่งไปตลอดวัน
แนวชายฝั่งของสยามงดงามยิ่งยวด แต่ความรู้สึกชื่นชมมักจะลดลงเมื่อได้รู้ว่าในแถบถิ่นภูเขาที่ปกคลุมด้วยป่าทึบนั้นมีความไข้ระบาดอยู่ทั่ว เทือกเขาสามร้อยยอดเป็นภาพงามตา กอร์ปด้วยหินปูน แต่ไม่มีผู้อาศัยอยู่แม้แต่คนเดียว และบรรดานักเดินทางก็ยังจำกันได้อยู่ว่า พระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลก่อนต้องสิ้นพระชนม์ด้วยความไข้หลังจากเสด็จพร้อมเหล่านักดาราศาสตร์ชาวยุโรปมารังวัดสุริยุปราคาเต็มดวงที่ชายฝั่งฟากนี้ใน ค.ศ.๑๘๖๗
เราทอดสมอที่ชุมพร อันอาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของคาบาสมุทรมลายู อ่าวเล็ก ๆ นั้นระกะด้วยโขดหินที่มีหอยนางรมเกาะเต็ม ทิวมะพร้าวและทุ่งหญ้าเป็นที่หมายเขตหมู่บ้าน
ก่อนที่ข้าพเจ้าจะมาถึงไม่กี่เดือน วิศวกรชาวฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่งได้เดินทางมาแถบนี้เพื่อสำรวจหาที่สำหรับขุดคลองเดินเรือตัดผ่านคาบสมุทร จุดที่สูงสุดในเส้นทางอยู่ที่ระดับ ๒๕๐ ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล
วันที่ ๑๕ มิถุนายน เราทอดสมอจอดนอกฝั่งสงขลา พักอยู่ที่นั่นสามวันรอผู้รักษาการเจ้าเมืองซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการด้วย ตอนที่ไปถึงฝั่งนั้นพอดีกำลังมีงานมหรสพ เนื่องในการศพพรยาสุนทรา (Pia Suntara) ๑* ทุกแห่งหนดารดาษด้วยธงทิว กีฬาการแข่งขันก็มีสารพัด รวมทั้งการแข่งขันชกมวยแบบพื้นเมือง ตามกฎนั้นยอมให้เตะได้เต็มที่และก็เห็นเตะกันอย่างคล่องแคล่ว เหวี่ยงเท้าจับเปาะเข้าที่คางฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรงน่าทึ่งทีเดียว ยังมีการชนควายอีกอย่างหนึ่ง เจ้าของเสี้ยมปลายเขาจนแหลมขึ้นเงาวับ ล่อให้เข้าประกันท่ามกลางคนดูที่ตื่นเต้นสนุกสนาน ตะโกนโห่ร้องกันทุกคราวที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้มลงเลือดอาบ
ผนังด้านหนึ่งของห้องรับรองในจวนเจ้าเมือง มีรูปสลักนูนทำด้วยทองแดง เป็นฉากยึดเมืองสงขลา ปู่ของเจ้าเมืองคนปัจจุบันมาจากเอ้หมึงระยะเดียวกับการสถาปนาบางกอก และได้เข้าโจมตียึดเมืองสงขลาจากชาวมาเลย์พื้นเมืองอย่างง่ายดาย แถบชายฝั่งคาบสมุทรนี้ทั้งฟากตะวันตกและตะวันออกของตอนเหนือ ล้วนตกเป็นเหยื่อของนักผจญภัยชาวจีนที่มาถึงโดยทางเรือแทบทั้งสิ้น
.
๑* ตัวสะกด P'ia ผู้เขียนใช้สำหรับพระและพระยา โดยมิได้แยกให้ต่างกัน
ดินแดนสยามในคาบสมุทรมลายู ที่มีผู้ปกครองเป็นชาวมาเลย์ได้แก่ มณฑลเกดะหรือไทร กลันตัน ตรังกานู และปัตตานีที่แบ่งออกเป็น ตานี หนองจิก ยะลา ยะหริ่ง สายระแงะ และรามัน๒* ซึ่งทุกเมืองเหล่านี้ส่งต้นไม้เงินทองผ่านเจ้าเมืองสงขลาไปยังกรุงบางกอก แต่สามรัฐแรกนั้นส่งไปเองโดยตรง
เราเดินเรือจากสงขลาไปปัตตานี ทอดสมอห่างฝั่งแล้วใช้เรือแคนูท้องแบนพายขึ้นไปตามลำน้ำปัตตตานีจนกระทั่งถึงเมืองที่คนจีนอยู่ มีบ้านเรือนหลายหลังปลูกรวมกันเป็นกลุ่มอยู่ในกำแพงอิฐสูง ซึ่งแวดล้อมบริเวณกว้างประมาณ ๒๐๐ ฟุต และยาว ๖๐๐ ฟุต
วังของราชาอยู่เหนือขึ้นไปตามลำน้ำประมาณไมล์ครึ่ง แต่องค์ราชาซึ่งยังหนุ่มพระชนม์ราวยี่สิบพรรษาเสด็จไปอยู่เสียที่กลันตัน เพื่อทำพิธีอภิเษกสมรสกับธิดาเจ้าผู้ครองแคว้นนั้น
มีบริเวณกว้างอยู่แห่งหนึ่ง เป็นที่ปลูกข้าวมาก่อน แต่ตอนที่ผ่านเห็นปศุสัตว์พันธุ์ดีกำลังกินหญ้าอยู่เป็นฝูง ที่น่าแปลกใจคือเห็นมีแกะอยู่ด้วยหลายตัว ค้านกับที่ข้าพเจ้าเคยเชื่อมาก่อนว่าที่ใดไผ่งอกงามแกะจะเลี้ยงไม่รอด กิจการค้าขายทั้งหมดอยู่ในมือของคนจีนซึ่งขยันขันแข็ง สินค้าหลักได้แก่ตะกั่ว ดีบุก งาช้าง หนังสัตว์และยาง ฝิ่นนั้นสูบกันทั่วไปทั้งคนชั้นสูงและชั้นต่ำทีเดียว
การทำงานสำรวจร่วมกับกรรมาธิการชาวสยามหัวโบราณนับว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งทุกคนที่เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้าล้วนแต่ไม่ไว้วางใจ และแสดงความฉลาดหรือทดสอบความอดทนของข้าพเจ้าด้วยการพยายามขัดขวางการทำงานซึ่งจำเป็นต้องปรับให้เข้ากับสภาพการณ์ในเมื่อเส้นเขตแดนของประเทศที่ต้องทำเกือบจะเป็นแนวเหนือใต้ ข้าพเจ้าจึงถือโอกาสรังวัดละติจูด กำหนดอิซิมุทของเส้นที่ทอดไปยังยอดเขาสำคัญ และทำการสำรวจเส้นทางในระหว่างด้วย
๔. คาบสมุทรมลายู - งานในรามัน
ป่านั้นหนาทึบมาก และริมฝั่งน้ำก็ดูราวกับว่าไม่มีทางจะฝ่าเข้าไปได้ เนื่องจากเครือเถาหวายที่มีใบเขียวเข้มรูปเหมือนใบปาล์ม ขึ้นเกี่ยวพันต้นไม้ต่าง ๆ เป็นซุ้มเซิงไปหมดบุชกับข้าพเจ้านั่งเรือลำเล็กถ่อค้ำทวนกระแสน้ำอันไหลแรงของแม่น้ำปัตตานีขึ้นไปเรื่อย ๆ ค่ำลงก็เหเรือเข้าเกยหาดที่พอจะใช้เป็นที่ทำครัวได้ หาไม้สามท่อนมาปักลงเป็นที่แขวนหม้อ จุดไฟเข้ากับเชื้อเพลิงซึ่งหาได้ง่ายจากบริเวณใกล้มือนั้นเอง เอามากองใต้ไม้ค้ำ เราตั้งกระโจมพักขึ้นได้ในไม่กี่นาที ใช้หินก้อนกลม ๆ จากในลำธารนั้นเองต่างหมุดกันมิให้เคลื่อนที่ได้ รุ่งขึ้นก็กินอาหาร เก็บกระโจมและออกเดินทางก่อนแสงตะวันส่อง
เรามาถึงท่าซับ (Ta Sap) อันเป็นสถานีเก็บภาษีของราชาเมืองยะลา ที่นั่นมีเรือนสภาพดีอยู่หลายหลัง ซึ่งบุชกับข้าพเจ้ายึดเป็นสำนักงานเสียหลังหนึ่ง การที่ทำเช่นนั้นออกจะดีอยู่ เพราะแม้เราจะเตรียมการล่วงหน้าอย่างดีโดยส่งคนล่วงหน้ามาเตรียมการเดินทางแล้วการก็ปรากฏว่ายังไม่มีอะไรพร้อมเลย และเราก็จำเป็นต้องถ่วงเวลารออยู่
ใกล้ ๆ ท่าซับมีถ้ำทีน่าสนใจสองสามแห่ง อยู่บนเขาหินปูนสูงชันซึ่งมีทะเลสาบน้ำเป็นโคลนขุ่นล้อมรอบ และมีบัวขึ้นอยู่หลายชนิด ที่ตีนเขาข้ามสะพานทุ่นไม่ไผ่เข้าไปแล้วนั้นมีกุฏิพระหลายหลัง ในคาบสมุทรมลายูนี้วิธีการเดินทางที่เป็นสามัญก็คือนั่งไปบนหลังช้างโดยผูกเบาะคู่ มีหนังดิบรองใต้เบาะสองสามชั้น เมื่อข้าพเจ้าจะไปดูถ้ำก็ต้องหาช้างมาเชือกหนึ่งสำหรับข้ามน้ำ ตัวเองนั่งบนเบาะข้างหนึ่ง อาฟุก (Ah Fuk) คนรับใช้ชาวจีนนั่งบนเบาะอีกข้างหนึ่งเป็นการถ่วงน้ำหนักในตัว พอดีเกิดมีคนมายิงปืนที่ใกล้ ๆ นั้น ช้างตื่นวิ่งเตลิดออกไปกลางทุ่ง ครั้นหยุดได้ข้าพเจ้าถามอาฟุกว่าใครยิงปืน เขาชี้ไปที่คนเชื้อชาติเดียวกันคนหนึ่ง ปากก็ว่า "ไอ้เจ๊กผีนั่นไงยิง"
ข้ามทะเลสาบไปได้แล้ว เราก็ลงจากช้าง เข้าไปในถ้ำซึ่งมีความยาว ๑๘๐ ฟุต และสูง ๕๐ - ๖๐ ฟุต มีหินงอกหินย้อยงดงามดังที่จะได้พบในถ้ำหินปูนทั่วไป นอกนั้นยังมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์หนึ่ง เป็นหินสลักประกอบปูน และพระพุทธรูปนั่งอีก ๑๙ องค์ ซึ่งเป็นฝีมือในสมัยปัจจุบัน ถ้ำมืดที่อยู่ติด ๆ กันมีค้างคาวชุม คนมาเก็บขี้ของมันไปขายเสมอเมื่อยืนอยู่หน้าถ้ำจะได้เห็นภูมิประเทศกว้างไกล หมู่บ้านเล็กเรือนน้อยเห็นเป็นหย่อมอยู่ไร ๆ ระหว่างสวนผลไม้ มะพร้าว หมาก แวดล้อมด้วยผืนนากว้างมีคันแบ่งเป็นแปลงใหญ่ และทิวเขากั้นอยู่สุดสายตา
วันที่ ๔ กรกฎาคม เราเคลื่อนย้ายไปยังโกตาบารูอันเป็นที่พำนักของราชาเมืองรามัน ซึ่งมีชื่อเสียงว่าเป็นนักกีฬาตัวเอ้ ใช้เวลาเดิน ๔ ชั่วโมง เหนือโกตาบารูขึ้นไปคือเขาสูงประมาณสี่พันฟุต ชื่อเขาบลินเยา (Blinyaw) มีป่าทึบปกคลุมจนถึงยอด ข้าพเจ้าเตรียมการจะขึ้นเขาเพื่อไปบุกเบิกถากถาง ราชาทรงมอบพรานคู่พระทัยสองคนให้เป็นเพื่อนเดินทาง และยังมีคนงานชาวมลายูอียี่สิบคน ทุกคนมีขวานประจำมือ ช่วงแรกที่เริ่มปีนเขานั้นป่าทึบเสียจนมองอะไรไกลตัวไม่เห็น หนทางก็ขรุขระขึ้นสูงลงต่ำน่าเวียนหัวสำหรับนักไต่เขามือใหม่ นึกว่าขึ้นถึงยอดเขาแล้วเป็นหลายครั้ง แต่เมือถึงพลบค่ำปรากฏว่ายังอยู่แค่เพียงลาดเขาเท่านั้นเอง
เราถางที่ริมธารน้ำใส ตั้งกระโจมสำหรับพักแรมคืน พฤกษชาติในบริเวณนั้นมีนานาพันธุ์ รวมทั้งเฟิร์นหลายชนิด ตั้งแต่ใบเล็กละเอียดจนเป็นต้นสูงลิ่ว นกก็มีมากมายสำหรับนกยูงใหญ่นั้นเห็นบิดผาดหนีไปไม่น้อยกว่าครั้งหนึ่ง ชะนีส่งเสียงไทยสลับกับเสียงนกหัวขวานคล้ายเจาะไม้เป็นจังหวะ ชาวมลายูมีตำนานเล่าว่านกชนิดนี้ชาติก่อนเป็นผู้หญิงที่เกียจคร้านและไม่เชื่อฟังสามี จึงต้องสาปให้คร่ำครวญไม่รู้หยุด พอตะวันรอนเสียงเหล่าแมลงก็ดังแซ่สนั่นจนน่าแปลกใจว่าสัตว์ที่มีขนาดเพียงเท่านั้นไม่น่าทำเสียงได้ถึงเท่าที่ได้ยินเลย รุ่งขึ้นอีกวันเราจึงขึ้นถึงยอดเขา ใช้เวลาตัดฟันถากถางต้นไม้อยู่สองวันจึงพอมองเห็นภูมิทัศน์ได้ถนัดตา แต่ก็นับได้ว่าคุ้มกับความพยายาม เราสามารถมองเห็นแนวชายฝั่งโดยตลอดจากสงขลามาถึงกลันตัน เห็นเนินเขาประปรายอยู่ห่างกันสองสามลูกทำให้พื้นทีราบต่ำอันอุดมสมบูรณ์นั้นชวนดูขึ้น พื้นที่ราบชายฝั่งค่อย ๆ แคบเข้าเป็นหุบห้วยยื่นเข้าไปตอนในของแผ่นดิน จนในที่สุดพื้นที่เพาะปลูกก็กลืนหายไปในป่าทึบทีแผ่กว้างตลอดเทือกเขาอันเป็นเสมือนกระดูกสันหลังของคาบสมุทรมลายู
แผนที่ภูมิภาคแถบนี้ แสดงให้เห็นแม่น้ำสำคัญทุกสายที่ไหลลงช่องแคบมะละกาฟากหนึ่ง และไหลลงอ่าวไทยอีกฟากหนึ่ง ประกอบกันเข้าแล้วแลดูเป็นที่ราบลุ่มกว้างน่าอัศจรรย์ใจ แต่ถึงกระนั้นแถบถิ่นนี้ก็ยังมีภูเขาที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในคาบสมุทรมลายู
หลังจากเสร็จงานบนภูเขา ซึ่งรวมถึงการรังวัดละติจูดและอาซิมุทด้วยแล้ว แทนที่จะกลับไปโกตาบารู เราลัดทางข้ามเขาไปบรรจบเส้นทางเดินเท้าจากโกตาบารูไปยะรอม (Yarom) เลยทีเดียวเพื่อมิให้เสียเวลา
ทางที่ไปมีที่เรียกว่าถนนได้จริงเพียง ๙ ไมล์ เป็นผลงานของบริษัทชาวอังกฤษที่เคยมาทำเหมืองตะกั่วแถบนี้ ปัจจุบันเหมืองดังกล่าวชาวจีนเป็นผู้ทำ
ระหว่างกำลังไต่ลงตามทางชัน ช้างเผือกหนึ่งเกิดตื่นไล่ชนอีกเชือกหนึ่งคว่ำไปนับว่าโชคดีอย่างมหัศจรรย์ที่อาฟุกคนรับใช้ของข้าพเจ้าไม่ได้เป็นอะไรไปด้วย ตอนนั้นเขากำลังสูบฝิ่นอยู่ตามปรกติ เลยพาลตกใจหายเมา
ที่ยะรอม วันที่ ๓ สิงหาคม ข้าพเจ้าได้พบนายบอสโซโลว์ (Mr.Bossolow) เจ้าพนักงานรัฐเประ ซึ่งเดินทางมาเตรียมสถานที่ไว้ต้อนรับ เซอร์ฮิว โลว์ (Sir Hugh Low) ผู้ว่าการรัฐเประซึ่งกำลังเดินทางร่วมกับผู้สำเร็จราชการ ในชั่วไม่กี่วันนั้นยะรอมกลายเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมขนานใหญ่ ราชาเมืองรามันก็เสด็จมาด้วยขบวนช้างกับผู้มาติดตามอีกห้าสิบห้านาย และได้ทรงแบ่งคนมาให้ข้าพเจ้าบ้าง เราพากันไปขึ้นภูเขาสูงในบริเวณใกล้ ๆ ชื่อว่าออกุส (Augus) ปรากฏว่าเมฆมากจนข้าพเจ้าต้องนั่งคอยอยู่ทั้งคืนกว่าจะทำการรังวัดได้ เพราะพอเลือกได้ดาวที่จะใช้สำหรับรังวัดนอกเมริเดียนเมฆเป็นต้องลอยเข้ามาบดบังเสียร่ำไป ต่อรุ่งเช้าขึ้นอากาศจึงค่อยสว่างใส ข้าพเจ้าสามารถมองเห็นภูเขาใหญ่ที่ต้นน้ำปะหังและประเป็นครั้งแรก ความสูงของภูเขานั้นเห็นจะเกิน ๘,๐๐๐ ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล มีป่าทึบเป็นที่อาศัยพักพิงแหล่งสุดท้ายของชาวป่าเผ่าซาไกเชื้อสายเนกริโต กล่าวกันว่าแม่น้ำเประเป็นเส้นกั้นเขตแดนระหว่างเผ่าซาไกกับซามัง ทั้งสองเผ่านี้ชาวมลายูเรียกรวม ๆ กันว่าโอรังอุตัง (คนป่า)
ซาไกนั้นคล้ายคลึงกับชาวเกาะอันดามันมาก ต่างแต่ที่สูงกว่า เส้าผมอ่อนดำสนิทและหยิก ส่วนซามังมีผมหยาบเส้นตรง ผิวดำ และดูขรุขระ ทั้งสองพวกมีตาหลุกหลิก ป่าเถื่อน ไม่รู้จักเพราะปลูกหรือก่อสร้างบ้านเรือน เที่ยวเก็บหาพืชผลของป่ากิน ทิ้งร่องรอยที่อยู่ที่นอนไว้น้อยที่สุดและไม่สนใจจะมีที่มุงที่บังอย่างหนึ่งอย่างใดเลย บางคราวชนพวกนี้จึงจะเข้ามาติดต่อกับชาวมลายูในหมู่บ้าน นำอ้อยกับยางมาแลกข้าว ที่รับจ้างทำงานก็มีบ้างและในเประปรากฏว่ามีพวกชาวป่าเข้ามาตั้งบ้านเรือนในหมู่บ้านบ้างเหมือนกัน
วันที่ ๒๒ สิงหาคม เซอร์ฮิว โลว์ เดินทางมาถึงยะรอมด้วยพาหนะช้างอย่างสามัญ มีเสมียนเป็นผู้นั่งถ่วงน้ำหนักมาในเบาะอีกฟากข้างหนึ่ง ในเประนั้นไม่มีคนคิดปรับปรุงการเดินทางด้วยช้างให้มีความสะดวกสบายขึ้นเลย เบาะที่นั่งนั้นวางพาดบนหลังช้างโดยไม่มีหลังคาบัง ทำให้ผู้นั่งมองรอบตัวได้โดยไม่มีสิ่งกีดขวางก็จริงอยู่ แต่ในคาบสมุทรนี้ภาพที่มองเห็น ได้จากหลังช้างดูจะไม่คุ้มกับที่จะต้องเปียกฝนหรือโดนหนามเกี่ยว
ชาวมลายูเรียนรู้วิชาฝึกช้างจากชาวสยาม เพราะฉะนั้นในรัฐสลังงอร์และรัฐอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนืออิทธิพลของสยามจะมีก็แต่ช้างเถื่อนเท่านั้น
เซอร์ฮิว โลว์ เข้าร่วมประชุมกับข้าราชการฝ่ายสยาม และดูเหมือนจะได้เสนอว่าสันปันน้ำแห่งสำคัญนั้นเป็นเส้นเขตแดนที่แท้จริงของเประ การประชุมสิ้นสุดลงในวันที่ ๒๕ ครั้นวันที่ ๒๖ ร้อยโทยอร์ช คอลฟิลด์ (Lt.George Caulfield) เจ้าพนักงานฝ่ายเประและบุช ก็ออกเดินทางร่วมกับข้าพเจ้าเพื่อไปสำรวจท้องที่ระหว่างสันปันน้ำที่กล่าว กับเส้นเขตแดนปัจจุบัน
ราวตะวันพลบเราเริ่มได้ยินเสียงเหมือนปืนใหญ่ดังโครมครืนติดต่อกันไปตลอดคืนและอีกตลอดวันถัดมา พวกชาวมลายูอธิบายว่าเป็นเพราะภูตผีรบกันในกลางอากาศ แต่ที่แท้จริงนั้น เป็นเสียงระเบิดของภูเขาไฟกรากะตัวในชวา
เราตัดข้ามสันปันน้ำลงไปในบริเวณลุ่มน้ำเประ ทางที่เดินลำบากกันดาร ป่าก็ทึบก่อนถึงบาลอม (Balom) ซึ่งอยู่เกือบจะต้นน้ำมีหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่เพียงแห่งเดียว ที่บาลอมนั้นมีกระท่อมมุงหญ้าอยู่ไม่กี่หลัง เป็นทางผ่านระหว่างระแงะ กลันตันและเประ
การสำรวจเป็นงานที่น่าเหน็ดเหนื่อย ความสำเร็จขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ในภูมิประเทศที่ฝนชุกเช่นนี้จำเป็นต้องย้ายที่ตั้งอยู่เป็นประจำ และการย้ายที่ไปในบริเวณอันยังไม่มีคนเคยไปนั้นยิ่งยุ่งยากน่าเบื่อหน่ายเป็นที่สุด คอลฟิลด์ร่วมเดินทางไปกับข้าพเจ้าจนถึงยอดใกล้บาลอมซึ่งนับว่าเป็นโชคดี เพราะคนงานชาวมลายูของข้าพเจ้าล้าหลังอยู่ห่าง เป็นภาระแก่บุชกว่าเขาจะพาบางคนขึ้นมาถึงยอดเขาได้ก็ล่วงเข้าห้าทุ่มคืนนั้น คอลฟิลด์ขอแยกทางไปในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากเขาเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายเประ และการที่เขาอยู่เป็นเหตุให้พวกคนงานสมลายูยกเป็นข้ออ้างสำหรับทำการขัดขวางต่าง ๆ ข้าพเจ้าออกจะเสียดายที่ต้องขาดเพื่อนที่มีไมตรีต่อกันไปเสีย เมื่อทำงานบนเขาเสร็จ ข้าพเจ้าลงมาถึงบาลอมแล้วก็รีบออกเดินทางต่อไปยังบริเวณต้นน้ำเประโดยทันที
ช่วงแรกของการเดินทาง เราต้องผ่านเหมืองทองซึ่งเจ้าของเป็นคนจีนที่เคยไปทำเหมืองในออสเตรเลีย บนตลิ่งซึ่งสูงชันลิ่วลึกลงไปสักสามสิบฟุต ตัดหน้าดินเห็นชั้นหินดินดานหินเขี้ยวหนุมาน หินทรายและหินอัคนีนั้นมีสายน้ำฉีดสินแร่ลงไปในคูข้างล่าง มีคนงานใช้เท้าและท่อนเหล็กกวนโดย น้ำและฝุ่นละอองถูกระบายลงไปแม่น้ำ เหลือสินแร่ไว้ตรวจค้นหาทอง
แควสายสำคัญของแม่น้ำเประเป็นวังน้ำลึงหลายห้วงติดต่กัน ในเมื่อป่าทึบมากและเราไม่มีแรงคนสำหรับถางทาง เราจึงจำเป็นต้องยึดแนวลำน้ำเป็นหลัก บางคราวต้องว่ายน้ำไป แม้แต่ช้างบรรทุกสัมภาระก็ยังไม่ลำบาก เราพบทรากเหมืองทองเก่าหลายแห่งที่ถูกทิ้งร้างไว้ไม่รู้ว่านานเท่าใดแล้ว มีทางเดินเชื่อมระหว่างเหมืองทองที่บาลอมกันที่โต๊ะโมะ ผ่านหุบเขาเตโลเบน (Teloben) ซึ่งพวกจีนไปตั้งทำเหมืองอยู่เหมือนกัน พวกทำเหมืองเหล่านี้กำลังต่อต้านไม่ยอมเสียภาษีให้แก่ราชาเมืองระแงะ พวกเจ้าพนักงานไม่มีหนทางจะบังคับได้ด้วยวิธีอื่นนอกจากตัดเสบียง แต่ในเมื่อพวกจีนที่โต๊ะโมะยังได้รับเสบียงจากบาลอมก็ยังแข็งขีนได้ต่อไป
ในเมื่อจวนจะสิ้นฤดูแล้วงานยังไม่ก้าวหน้าไปมากนัก เราก็ผูกแพล่องลงมาบาลอมถึงที่นั่นเวลาสี่ทุ่ม รุ่งขึ้นวันที่ ๒๕ กันยายน กว่าจะได้ช้างมาเริ่มเดินทางได้ก็ตกบ่าย วันนั้นอากาศชื้นแฉะเหลือร้ายกว่าจะถึงที่พักแรมก็เลยพลบ ตอนจวนรุ่งคนงานมลายูคนหนึ่งถูกเสือคาบไป ข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้อยให้ช่วย วิ่งออกมาไต่ถามเห็นเงียบก็นึกสรุปเอาว่าคงเป็นการล้อกันเล่น แต่พอคนงานเริ่มขานชื่อเรียกกันจึงเกิดรู้ขึ้นว่าหายไปคนหนึ่ง ถูกลากออกไปจากกลุ่มที่นอนอยู่ด้วยกันหกคนใต้หลังคากูบช้างอันทำด้วยเปลือกไม้ พวกมุสลิมกลัวการที่ศพจะไม่ได้ฝังเป็นที่สุด และคนที่หายไปนับว่าเป็นคนดีมาก ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจว่าจะต้องหาศพเขาให้พบ รุ่งเช้าขึ้นเราจึงออกตามรอยเสีย เห็นเลือดหยดเปื้อนพุ่มไม้เป็นทางไม่ช้าก็ได้กลิ่นสาบ ชาวมลายูสองคนที่ไว้ใจได้ค่อยหมอบคลานเข้าไปพร้อมกับข้าพเจ้าปรากฏว่าเสือได้ลากทรากเหยื่อของมันลงลาดเขาไปถึงสามสิบหลา และทิ้งไว้ในซุ้มไม้แห้ง ๆ เราจึงนำศพกลับมายังที่พัก พวกเพื่อน ๆ ช่วยกันฝัง คนที่นอนเคียงอยู่กับคนตายตกใจจนผมหงอกขาวในชั่วคืนเดียวซ้ำพูดไม่ออกอีกด้วย ต้องส่งขึ้นช้างกลับไปบ้าน
เราผูกแพล่องลงมาตามลำน้ำเประห้าวันโดยไม่พบใครเลยในระหว่างทาง
ที่กวาลา ตะมังเกา (Guala Tamangaw) สายน้ำแคบเพราะมีแก่งหินกีดขวางใช้แพไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงขึ้นเดินบกข้ามไปยังโกรน (Krone) ที่พำนักของราชาเมืองเล็กแห่งหนึ่ง
แม่น้ำในหุบเขานั้นงดงามทุกสาย พฤกษชาติชอุ่มเขียวรายตลอดแนวฝั่งก็งามชวนตา แต่ความอ่อนไหวนั้นเห็นจะเหลือน้อยเต็มทีสำหรับคนที่บุกฝ่าป่าทึบมามิใช่น้อยวัน
จากโกรน ข้าพเจ้าเดินทางต่อไปอิตัน (Itan) ซึ่งมีคนจีนอยู่ประมาณร้อยคนตำบลนี้ควรเรียกได้ว่าเป็นกับดักมรณะ ที่ที่สะอาดที่สุดดูเหมือนจะเป็นป่าช้า ข้าพเจ้าต้องตั้งค่ายแรมคืนอยู่ระหว่างหลุมฝังศพ พวกคนงานแถบนั้นดูเหมือนถูกพามาจากเอ้หมึง (Amoy) และคงจะแทบไม่เคยออกจากเหมืองไปไหนเลย ส่วนมากเป็นแผลเฟอะเนื่องจากธาตุตะกั่วในน้ำ ที่พวกจีนไม่ยอมจ่ายภาษีก็โดยอ้างเหตุว่าไม่ได้รับการคุ้มครองให้พ้นภัยจากโจร และไม่มีถนนใช้เป็นเส้นทางคมนาคม เราเดินทางไปจนถึงโกร (Kro) อันเป็นที่ราบสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณพันฟุต แม่น้ำบริเวณนั้นไหลเอื่อย และพอบรรจบกับแม่น้ำรู (Sungai Rue) แล้วก็ไหลวกลงใต้ดิน
นับว่าข้าพเจ้าทำงานสำเร็จแล้ว และได้เห็นชัดว่าข้อเรียกร้องของรัฐบาลเประกินความเพียงใด ดินแดนที่รัฐเประอ้างสิทธิปัจจุบันอยู่ในปกครองของรามัน กินที่ไปถึงจุหงันปันยัง (Jugan Panjang) แก่งยาว ในลำน้ำเประแล้วเส้นเขตแดนทอดตามแนวเขาไปทางตะวันออกของสันปันน้ำใหญ่ ตะวันตกของกุหนุงอินัส (Kunung lnas) รวมเป็นพื้นที่ถึงสองพันตารางไมล์
ข้าพเจ้าล้มเจ็บเป็นไข้อีกครั้ง ต้องลงเรียกเรือเล็กล่องตามลำน้ำบาลิง (Baling) ไปกับบุช ไปรักษาตัวอยู่กับหมอแฮมเชอร์ (Dr.Hampshire) ที่ปีนังจนหายในไม่ช้า และได้เดินทางผ่านสิงคโปร์กลับถึงบางกอกในวันที่ ๙ พฤศจิกายน
๕.สู่ชายแดนอิสาน - วันโสกันต์
ระยะนี้ ข้าพเจ้าเริ่มเตรียมการจะเดินทางออกจากสยาม แม้ว่าจะได้เคยรู้สึกกระตือรือร้นที่จะทำงานมาก่อน แต่ก็ดูจะมีหวังน้อยเหลือเกินที่จะทำงานสำคัญใด ๆ ให้สำเร็จได้ อุปสรรคหลักไม่ใช่ดินฟ้าอากาศหรือความยากลำบากซึ่งเป็นธรรมดาสำหรับคนในอาชีพนี้ แต่เป็นการขัดขวางจากเจ้าพนักงานซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ควบคุมการสำรวจโดยตรงคนเหล่านี้มองเห็นข้าพเจ้าเป็นแต่คนรับใช้ระดับสูงหน่อย มีหน้าที่ช่วยเสริมความสำคัญของเขาขึ้นมา ผลก็คือการปะทะซึ่ง แน่ละ ในเมื่อมีแต่ตัวคนเดียว ข้าพเจ้าก็ต้องยอมทน ถึงล้มเจ็บลงด้วยความกังวลเป็นหลายครั้ง
อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินสยามทรงมีความสามารถอย่างสูงในเชิงดึงดูดใจ เป็นอันว่า ข้าพเจ้าต้องเปลี่ยนใจเป็นเตรียมการเดินทางอีกครั้งหนึ่งเพื่อปฏิบัติงานตามพระราชประสงค์
รายงานข่าวที่เข้ามาถึงกรุงบางกอกเกยวกับพวกฮ่อเข้ามารุกรานชายแดนสยามด้านตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ออกจะสับสน หมู่บ้านที่ถูกปล้น ถูกทำลายก็ไม่มีผู้รู้แน่ว่าตั้งอยู่ที่ใด พระเจ้าแผ่นดินจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ๆ ให้ข้าพเจ้านำคณะออกไปสำรวจภูมิภาคที่กำลังเกิดเรื่องวุ่นวายอยู่นั้น แม้จะรู้ดีว่ายังมีความขาดตกบกพร่องอยู่มาก แต่ข้าพเจ้าก็เห็นว่าเป็นโอกาสที่ไม่ควรละ ภูมิภาคชายแดนดังกล่าวเป็นพื้นที่กว้าง น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการวิจัยเชิงภูมิศาสตร์ เพราะเป็นที่ที่ยังไม่มีชาวยุโรปคนใดเคยเดินทางไปถึงในแผนที่ปรากฏเป็นเพียงที่ว่างเปล่า ไม่มีรายละเอียด
เนื่องจากตำบลที่เราจะต้องทำงานมโจรผู้ร้ายชุกชุม จึงมีการจัดทหารคุ้มกันจำนวนสองร้อยนายส่งไปให้อยู่ในความควบคุมของลีโอโนเวนส์ (Leonowens) ผู้นำกองกำลังป้องกันส่วนท้องถิ่น
บุชกระตือรือร้นอยากไปด้วย ถึงกับขอร้องให้หมอประจำตัวมารับประกันว่าไปได้นอกนั้นข้าพเจ้ายังเลือกชายชาวสยามที่ได้ฝึกฝนการสำรวจแล้วนั้นไปด้วยอีกเจ็ดนาย
สิ่งที่ต้องทำต่อจากนั้นคือเลือกวันเวลาที่มีโชคสำหรับออกเดินทาง ในสยามนี้ ถือกันว่าวันและเวลามีอิทธิพลต่อการกระทำของมนุษย์ได้อย่างแปลกประหลาด ข้าพเจ้าได้เคยเห็นข้าราชการไทยนั่งซึมอยู่บนหลังช้าง จ้องดูเข็มนาฬิการาคาสิบห้าชิลลิงเป๋งทีเดียว เพื่อให้สามารถออกคำสั่งเคลื่อนขบวนได้ตรงเวลาเผง
เราออกเดินทางเที่ยงตรง วันที่ ๑๖ มกราคม ๑๘๘๔ นับเป็นวันโชคดีพิเศษ ตรงกับงานฉลองเนื่องในโอกาสโสกันต์เจ้าหญิงราชธิดาสามพระองค์ เด็ก ๆ ชาวสยามที่ตระกูลดีจะได้ผมยามทกลางศีรษะขมวดเข้าเป็นปมและปักปิ่นทองงามหรู ทั้งมักจะรัดมาลัยดอกไม้ตูมสีขาวมีกลิ่นหอม ทำให้ดวงหน้าน้อย ๆ ไร้เดียงสานั้นแลดูอ่อนโยนน่ารัก พิธีตัดผมนั้นจะจัดขึ้นเมื่ออายุได้สิบเอ็ดหรือสิบสามขวบ สำหรับเด็กหญิง พิธีนี้มีความสำคัญเป็นรองแต่เพียงพิธีแต่งงานเท่านั้น ญาติสนิทมิตรสหายที่ได้รับเชิญจะนำเงินทองของขวัญมาให้และสิ่งเหล่านั้นก็จะได้ใช้เป็นสินสมรสเมื่อถึงคราวแต่งงานต่อไป งานโสกันต์เกศาของเจ้าหญิงถือเป็นพิธีฉลองใหญ่ กินเวลาอย่างน้อยอาทิตย์หนึ่ง การบรรยายรายละเอียดของพิธีนั้นเหลือที่จะทำให้ ในฐานะผู้ดู ท่านย่อมจะเป็นเช่นเดียวกับทุกคนที่นิ่งอึ้งตะลึงตะไลเมื่อได้เห็นขบวนแห่ราชการผู้มีตระกูลสวมเสื้อผ้าบางเบาฟ่องและหมวกขาวทรงสูงแหลมเดินนำ ถือว่าแทนพราหมณ์ ถัดไปเป็นหมู่เด็กหญิงสวมเสื้อผ้าทอสอดเส้นทอง ถือดอกบัวทอง แล้วจึงถึงเจ้าหญิงพระราชธิดา ทรงภูษาทองประทับบนเสลี่ยงปิดทองประดับเพชรพลอย ท้ายขบวนเป็นหญิงสาวนานชาติที่อยู่ในพระราชอาณาจักร ล้วนแต่งกายตามแบบประจำเชื้อชาติของตน มีทั้ง มลายู พม่า เขมร และญวน พระเจ้าแผ่นดินแต่งพระองค์เต็มยศประทับคอยอยู่ที่ประรำพิธี ทรงเป็นผู้ตัดพระเกศาปอยแรกออก แล้วบรรดาเจ้าชายจึงเข้าช่วยโกนพระเกศาทั้งหมด
๖. จากบางกอกสู่โคราช (Korat)
แม่น้ำเจ้าพระยา (The Me Nam Chuo P'ia) เป็นแม่น้ำใหญ่ คำว่าแม่น้ำเป็นคำบ่งประเภท และชื่อเจ้าพระยานั้นแสดงว่าเป็นแม่น้ำสายสำคัญของสยามราชอาณาจักร ชาวยุโรปที่แรกมาถึงย่อมอดเสียมิได้ที่จะเห็นว่าแม่น้ำนี้งามน่าชม แต่แม้ว่าจะอยู่มานานจนชินตาแล้ว ก็ยังเห็นมีแง่มุมใหม่ ๆ ที่น่าสนใจและน่าประทับใจเพิ่มเติมอยู่มิได้ขาด ตลิ่งอันต่ำนั้นมีไม่ผลปลูกอยู่สะพรั่ง ตันมะพร้าวและหมากที่ขึ้นอยู่เคียงบ้านเรือนไม้ให้ร่มเงา แลเห็นยอดโอนไสวไปตามลม หลังคาวัดแวววับจับแสงแดดเมื่อแลลอดใบไม้ไปเห็นเข้าก็ดูดุจภาพลวงตา ยอดเจดีย์อันงามสง่าสูงเหนือแนวไม้ ที่แลเห็นเป็นครั้งคราวก็สวยสะดุดตาน่าตื่นใจ ทุ่งนากว้างใหญ่แลลิบสุดตา มีเทือกเขาหินปูนเตี้ย ๆ สลับสลอนเป็นแนวกั้นอยู่สุดขอบฟ้า ที่นั่นคือลพบุรี และพระบาทอันเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์สำหรับจาริกแสวงบุญ
เรือกลไฟที่เข้ามาถูกร่องน้ำแล้วอาจแล่นด้วยความเร็วเต็มที่ขึ้นมาถึงกรุงบางกอกได้ทั้งกลางวันหรือกลางคืน โดยไม่ต้องเกรงว่าจะถูกหินโสโครก ข้อนี้ต่างจากแม่น้ำในพม่าแต่ที่เพราะเรือกลไฟที่เข้ามาได้จะต้องกินน้ำลึกไม่เกิน ๑๒ ฟุต ๖ นิ้ว จึงจะผ่านสันดอนได้สะดวก มีบางคนเสนอให้ขุดลอกสันดอนเสีย เพื่อว่าเรือใหญ่กินน้ำลึกจะได้แล่นเข้ามาถึงบางกอกโดยสะดวก แต่ก็มีผู้คนค้านว่าการทำเช่นนั้นจะเป็นผลให้น้ำทะเลไหลเข้ามาจนน้ำที่กรุงบางกอกใช้ไม่ได้ เพราะย่อมเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าในช่วงน้ำตายก่อนจะถึงฤดูฝน กระแสน้ำทะเลที่เอ่อท้นเข้ามาทำให้เกิดน้ำเสียเน่าไปจนถึงเหนือตัวเมืองหลายครั้ง ทำให้เกิดความไข้ระบาดไปทั่ว เท่าที่ปรากฏการณ์จะเป็นเช่นที่ว่าหากในปีที่แล้วมานั้นฝนแล้งเข้าด้วย
เราเดินทางไปถึงบางปะอินในเวลาเย็น จึงจอดทอดสมอแรมคืนที่นั่น
บางปะอินประกอบด้วยเกาะสองเกาะ เกาะหนึ่งเป็นที่ตั้งพระราชวัง อีกเกาะหนึ่งมีวัดพุทธศาสนาที่สร้างตามแบบโกธิค ประกอบด้วยหน้าต่างกระจกสี ม้านั่งและแท่นบูชาครบชุด เล่ากันมาว่าที่ตำบลนี้เป็นที่พระเจ้าแผ่นดินโปรดประพาสมาแต่รัชกาลพระเจ้าปราสาททอง เมื่อ ค.ศ.๑๖๓๑ บนเกาะซึ่งเป็นที่ตั้งพระราชวังในปัจจุบันนี้ ในรัชกาลก่อนมีอาคารเล็ก ๆ เป็นที่โปรดมาทรงปีนในยามว่างพระราชกิจ และได้ทรงปลูกต้นมะม่วงไว้ด้วย
พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลปัจจุบันจึงทรงอนุรักษ์สถานที่นี้ไว้เป็นที่สำหรับทรงพักผ่อนโดยความรำลึกถึงพระราชบิดา
สองฟากฝั่งระหว่างที่เราเดินเรือทวนน้ำขึ้นไปเป็นทุ่งนาโดยตลอด ในแม่น้ำมีเรือคับคั่ง ใบเรือสีขาวแลดูเหมือนปีกนกโฉบว่อนอยู่กับผิวน้ำ ตลิ่งบางตอนเป็นรูพรุน เป็นรังของนกกระเต็นและนกกินแมลงขนเขียว ตัวค่อนข้างโต บางรูลึกถึง ๘ ฟุต บ้างก็อยู่บนพื้นตลิ่ง บ้างก็อยู่ในที่ที่งูเข้าถึงได้ง่าย แต่คนแถบนั้นเขาว่างูไม่กล้าเข้าไปในรูเช่นนี้เพราะรูนั้นตรงและแคบเข้าไปแล้วออกไม่ได้ เจ้านกสองประเภทนั้นก็ดูคล้ายจะรู้ว่าไม่มีอันตราย เห็นมันอยู่รวมกันอย่างสันติสุข
เย็นนั้นเราไปถึงบ้านสักแดง (Ban Sak Dang) เป็นท่าขึ้นสำหรับไปพระบาท และเป็นจุดสุดท้ายที่เรือกลไฟสามารถขึ้นถึง เวลานั้นกำลังมีการตระเตรียมตัดถนน ถางป่าเพื่อรับเสด็จ
พระบาทหรือรองเท้าศักดิ์นี้ เป็นหลุมกว้างราว ๒ ฟุต ยาวราว ๕ ฟุต บ้างก็อยู่บนพื้นตลิ่ง บ้างก็อยู่ในโขดหินปูนข้างผาชัน มีอาคารแบบที่เรียกกันว่ามณฑปครอบอยู่ พื้นภายในคาดด้วยเสื่ออันทอด้วยเส้นเงินที่สานเป็นเปีย ผู้แสวงบุญจำนวนมากเดินทางมาเยือนทุกปี บางคนอธิบายว่าที่จริงไม่ใช่รอยเท้า แต่เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาอย่างหนึ่ง เราลงจากเรือใหญ่ใช้เรือเล็กแจวต่อขึ้นไปตามลำน้ำซึ่งบัดนี้คดเคี้ยวและตลิ่งสูงชัน
เรามาถึงสระบุรีวันที่ ๑๘ มกราคม เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางน้ำ ต่อนี้ไปก็เริ่มการบุกเบิก
สระบุรีเป็นเมืองสำคัญในย่านนั้น แต่ก็เช่นเดียวกับเมืองอื่น ๆ ของสยาม กล่าวคือนอกจากวัดกับพระเจดีย์แล้ว ก็ไม่สิ่งก่อสร้างถาวรใด ๆ อีก บ้านเรือทำด้วยไม้ไผ่สับกับไม้จริง จนเจ้าเมืองเป็นอย่างหลังนี้ ไม่มีเมืองใดในสยามที่มีลักษณะว่าตั้งได้มั่นคงแล้ว ประชาชนดูเหมือนจะยังมีนิสัยชอบท่องเที่ยวตามแบบบรรพบุรุษที่เที่ยวไปทำสงครามตีชิง หรืออพยพหลบหนีการตีซิงอยู่มิได้หยุดจนไม่มีโอกาสจะก่อตั้งเมืองได้
ในเมื่อปัจจุบันมีทางรถไฟไปถึงสระบุรีแล้ว คงไม่มีใครย้อนคิดไปถึงว่าก่อนหน้านี้การเดินทางต้องมีการตระเตรียมกันอย่างมากมายเหน็ดเหนื่อยเพียงใด
ในสยามหากมิได้เดินทางทางน้ำ พาหนะที่ใช้เป็นหลักก็คือช้างและวัว ช้างนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดเสียมิได้สำหรับสวัสดิภาพของมนุษย์ ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่จะได้รับยกย่องเป็นสัญลักษณ์ของชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งช้างเผือก
นักท่องเที่ยวที่เข้าไปดูช้าเผือกในบางกอกออกจะผิดหวังที่ไม่เห็นมีโรงหลวงอันงามสง่าอย่างที่ควร จานเงินจานทองหรือพิธีบูชาอย่างที่ปรากฏในหนังสือท่องเที่ยวแต่ก่อนก็หามีไม่ นับว่าเป็นการเขียนยกเมฆโดยแท้ แม้แต่ช้างเผือกก็มิได้มีสีขาว แต่เป็นสีฝุ่น
พวกผู้ชำนาญทั้งหลายพยายามโน้มน้าวให้เห็นกันว่าช้างนั้นที่จริงสีออกคล้ายเถ้าตาเป็นสีชมพู และเล็บตีนสีขาว แต่พวกนักท่องเที่ยวก็ได้แต่มองดูเจ้าสัตว์ธรรมดาเฉพาะหน้าพลางตั้งคำถามตัวเองว่า นี่ละหรือคือช้างที่เลื่องชื่อนักหนาในประวัติศาสตร์
ชาวสยามแบ่งช้างใช้งานเป็นสามรุ่น ใหญ่ กลาง เล็ก สูงสี่ศอกคืบ (เก้าสิบนิ้ว) สามศอกครึ่ง และสามศอกตามลำดับ รุ่นใหญ่บรรทุกได้ ๕๓๐ ปอนด์ รุ่นกลาง ๔๐๐ ปอนด์และรุ่นเล็ก ๒๕๐ ปอนด์ สำหรับทางพื้นราบ หากเป็นแดนเขาก็น้อยกว่านี้ แน่ละว่าไม่มีทางเทียบได้กับช้างอินเดียซึ่งบรรทุกได้เกินพันปอนด์ขึ้นไป อันที่จริงช้างอินเดียกับช้างสยามก็เป็นพันธุ์เดียวกันนั่นเองแยกกันไม่ออก แต่ที่ช้างในอินเดียทำงานได้ดีกว่าก็เพราะได้รับการเลี้ยงดูดีกว่า และกูบบรรทุกของออกแบบได้ดีกว่ามาก ช้างของสยามยังไม่ค่อยจะเชื่องนัก สืบพันธุ์อย่างอิสระแม้จะอยู่ในที่จำกัด
ครั้งหนึ่งระหว่างเดินทางแม่ช้างเชือกหนึ่งคลอดลูกทำให้เสียขบวนไปหมด ข้าพเจ้ามีช้างอยู่ห้าเชือก นางแม่ช้างเรียกเอาช้างพังอีกสองเชือกไปช่วยดูแลลูก ลูกช้างแรกเกิดสูงเพียงสามสิบนิ้ว ความยากจากหัวถึงหางก็ดูจะไม่เกินกว่านั้น อายุได้สองวันก็ดูท่าทางแข็งแรง อาบน้ำแล้วก็นอนพักกลางแดด มีแม่ช้างทั้งสามคอยระแวดระวังอยู่ใกล้ ๆ เสมอถ้าลูกช้างตื่นตกใจแม่ช้างจะกรูกันเข้าล้อมลูกยกงวงชูร่อนคอยต่อต้านผู้บุกรุก
กูบช้างของสยามเป็นแบบที่ได้ปรับปรุงให้เหมาะกับการเดินทาง ทั้งสะดวกสบายกันได้ทั้งแดดฝนและเรียวหนามในเวลาที่บุกป่าฝ่ารุก เวลากลางคืนก็ใช้เป็นที่นอนได้เป็นอย่างดีเพราะอยู่สูงจากดินมากพอ
ความสูงเฉลี่ยของช้างที่โตเต็มขนาดแล้วประมาณ ๙๐ นิ้ว แต่ข้าพเจ้าเคยมีช้างเชือกหนึ่งซึ่งวัดความสูงถึงไหล่ได้ ๑๑๐ นิ้ว พระยาปราบฯ ("P'ia Prap") ในกรุงบางกอกก็สูง ๑๐๕ นิ้ว บางคราวเกเรเอาเรื่อง ชอบเล่นคว่ำรถบรรทุกน้ำ หรือเอางวงคว้าคนเหวี่ยงไปไกลหลาย ๆ หลา
วัวควายดูออกจะมีประโยชน์น้อยเมื่อเทียบกับช้าง แต่การขนส่งภายในประเทศก็ใช้วัวมากอยู่ วิธีบังคับสัตว์เหล่านี้ ใช้ลวดร้อยผ่านรูจมูก และมีแอกไม่ไผ่คู่หนึ่งพาดคร่อมข้างหลัง บางตัวมีหนังเสือหรือหนังหมีประดับ กระจกเงาและหางนกยูงเป็นเครื่องประดับศีรษะด้วย ที่แอกนั้นมีกระดิ่งห้อย ไม่ว่าจะไปแห่งใดก็มีเสียงกระดิ่งดังไพเราะกล่าวกันว่าวัวพวกนี้จำเสียงกระดิ่งได้ เวลาเย็นเมื่อจะต้อนวันเข้าคอก เจ้าของก็จะเขย่ากระดิ่งให้เกิดเสียงเท่านั้น
ระยะทางระหว่างสระบุรีไปโคราชไม่มีที่ใดสนใจเป็นพิเศษนอกจากป่าดงพญาไทซึ่งมีชื่อว่าความไข้รุนแรงอย่างยิ่ง ระหว่างสร้างทางรถไฟคนงานชาวจีนตายไปนับร้อย และกว่าจะเสร็จก็คงต้องตายอีกหลายราย
เช้าตรู่วันที่ ๓๐ มกราคม เราเคลื่อนขบวนมาถึงโคราช กำแพงเมืองทำด้วยอิฐแดงเหมือนเชียงใหม่ ลำพูน และลคร เรารู้ได้ทันทีว่ากำลังจะเข้าสู่เมืองของชาวลาว และบรรดาชาวเมืองก็ต้องตื่นจากหลับด้วยเสียงแตรก้องประสานเสียงฝีเท้าของทหาร
๗. ตัวเมืองโคราชและโบราณสถาน
ราวแปดโมงเช้าเราจึงตั้งค่ายพักนอกตัวเมืองเสร็จ ต่อจากนั้นจึงได้เยี่ยมเคารพพระยาราชนรากุล (P'ia Rajnarakun) นายพลสยามผู้บัญชาการกองทัพ พร้อมทั้งได้นำลายพระหัตถ์เจ้าชายดำรง ๆ ที่ประทานไปสำหรับแนะนำตัวพวกเราไปมอบให้ด้วย เราได้รับการปฏิสันถารอย่างมีไมตรีจิตเป็นอันมาก เห็นได้ชัดว่าความในลายพระหัตถ์นั้น คงได้ขอร้องท่านนายพลให้ความช่วยเหลือแก่เราทุกอย่างเท่าที่จะต้องการ เนื่องจากเราเป็นชาวยุโรปที่ยังไม่คุ้นกับประเพณีไทย
พระยาราชฯ เล่าให้เราฟังว่า บิดาของท่านเป็นผู้ว่าการมณฑลฝ่ายเหนือคนก่อนซึ่งได้นำทัพมารบกับพวกฮ่อเมื่อสิบหรือสิบเอ็ดปีที่แล้ว ตัวท่านเองได้บัญชาการกองหน้าทำลายกำลังหลักของพวกฮ่อที่ทุ่งเชียงคำได้สำเร็จ
เราเดินทางเข้าเมืองกับพระยาราชฯ กำแพงเมืองขนาดใหญ่คงสร้างด้วยแรงคนเป็นอันมาก แต่ดูออกจะทรุดโทรมทั่วไป มีประตูใหญ่อยู่สี่ประตู ประตูทางทิศใต้ชื่อประตูผีเป็นทางนำศพออกจากเมือง พวกที่เชื่อโชคลางพยายามหลีกเลี่ยงเสมอ แต่พระยาราชฯ ไม่สนใจเรื่องเช่นนี้ เราจึงเข้าทางประตูนั้น
ตัวเมืองด้านเหนือกับด้านใต้มีความยาวประมาณ ๕,๔๐๐ ฟุต ส่วนทางทิศตะวันออกกับตะวันตก กว้างประมาณ ๓,๒๐๐ ฟุต กล่าวตามคำบอกของท่านผู้บัญชาการฯ ด้านใต้มีป้อมเล็กสามป้อม ป้อมปืน ๑๕ แห่ง ตลอดแนวกำแพงมีป้อมปืน ๑,๔๐๐ แห่ง ช่องปืนใหญ่ ๗๓ ช่อง ด้านเหนือมีป้อมสี่ป้อม ป้อมปืน ๑,๑๐๗ แห่ง ช่องปืนใหญ่ ๖๐ ช่อง ด้านตะวันออกและตะวันตกมีสองป้อมปืน ๘๖๑ แห่ง ตลอดแนวกำแพง กำแพงนั้นพอกดินหนา มีคันสูงจากพื้นถนนถึง ๑๕ ฟุต คูเมืองโดยรอบกว้างถึง ๒๐๐ ฟุต
ผ่านประตูด้านตะวันตกออกไป ก็ถึงหมู่บ้านจีน มีคนจีนประมาณ ๘๐๐ คน ทำอาชีพค้าขายทุกอย่าง รวมตลอดถึงอาชญากรรมต่าง ๆ ด้วย บ่อนการพนัน ดื่มเหล้าสูบฝิ่น เป็นต้น
หัวหน้าชาวจีนได้กล่าวว่า ถ้าซ่อมทางระหว่างโคราชกับสระบุรีให้ดี จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศเป็นอันมากในด้านการค้า สินค้าหลักได้แก่ข้าว น้ำตาล หนังและเขาสัตว์
รอบเมืองเป็นนาข้าว ทิศเหนือมีแหล่งเกลือสินเธาว์ น้ำในคลองบริบูรณ์ (Klong Boribun) ตอนเหนือนั้นเน่า
ทรากวัดพนมวัน (Wat Nomwan) อยู่ห่างจากตัวเมืองโคราชในระยะเดินทางไม่เกินสองชั่วโมง ถึงจะไม่ใหญ่โตแต่ก็น่าสนใจคุ้มเวลา ตัววัดเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส กำแพงซึ่งยาวด้านละ ๒๐๐ ฟุต สร้างจากหิน (ดูเหมือนหินทราย) ตัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว ๘ ฟุต กว้าง ๓ ฟุต และสูง ๒ ฟุต ปัจจุบันทลายลงมากองเรี่ยรายทั่วไป หินแต่ละก้อนมีรูกลมลึกประมาณสองสามนิ้ว และมีหน้าเรียบโดยไม่มีร่องรอยว่าได้ใช้เครื่องมือขัด ประตูด้านตะวันออกนั้นงดงามมาก ประกอบด้วยจั่วเรียบ ๆ และหินแท่งซึ่งดูดคล้ายเสาเซาะร่อง บนดินเกลื่อนกลาดด้วยแผ่นหินอันน่าจะเป็นเครื่องประดับประตู ลายสลักแห่งหนึ่งเป็นรูปกบมีฟันเหมือนคน คาบงูไว้ข้างปากด้านละตัว นอกนั้นมีลายดอกไม้เครือเถาเกี่ยวพันกันอย่างงดงาม ตัวโบสถ์แบ่งเป็นสองส่วน เชื่อมกันด้วยทางเดินมีหลังคาครอบ อาคารด้านตะวันออกดูจะเก่ากว่า แต่มีขนาดและลักษณะเชิงสถาปัตยกรรมเหมือนกัน หน้าต่างมีเสาประดับฉาบปูน เห็นจะสร้างขึ้นภายหลัง ในอาคารเป็นโถงเพดานโค้ง ไม่เห็นใช้ปูนในที่ใดเลย ผนังใช้แทนหินซ้อนกันขึ้นไป ความยาวของโบสถ์ ๖๐ ฟุต ส่วนกว้างที่สุด ๕๐ ฟุต ภายในมีรูปเคารพของฮินดู ส่วนใหญ่ทำด้วยหิน บางรปผุก่อนไปตามเวลา ที่ผนังตอนหนึ่งสลักเป็นอักษร แต่ไม่สามารถอ่านได้แล้ว เข้าใจว่าเป็นบันทึกเรื่องราวที่ไม่สำคัญบางอย่างเกี่ยวกับกำเนิดวัด เพราะผู้สร้างวันนี้ดูจะเป็นผู้มีรสนิยมประณีตอยู่ และตำแหน่งที่พบตัวอักษรนั้นเป็นที่ที่ไม่น่าจะเลือกสำหรับจารึกข้อความสำคัญใด ๆ อันที่จริงเมื่อเอาตะเกียงส่องดูก็พอจะเห็นได้เป็นเค้า ๆ แต่ความมืดและความลึกลับของสถานที่ก็ยิ่งทำให้หดหู่ใจ
ในมณฑลโคราชมีทรากโบราณสถานอยู่ทั่วไป เพราะดินแดนนี้งคงเคยเป็นชุมชนที่เจริญรุ่งเรืองมาแล้วครั้งหนึ่ง
๘. ที่ราบสูงโคราช สู่หนองคาย
เที่ยวแรก เราเดินทางจากโคราชไปท่าช้าง (Tachang) ซึ่งอยู่ห่างออกไป ๑๑ ไมล์และตั้งค่ายพักที่นั่นโดยจอดเกวียนเรียงต่อกันเป็นจตุรัส ข้างในวางกูบช้าง วัวและช้างนั้นผูกไว้ข้างนอกวง มีหญ้าน้ำเป็นเสบียงพร้อม
วันต่อมา เราออกเดินทางไปพิมาย (Pimai) ใช้เวลาวันหนึ่งตรวจสอบทรากโบราณสถานที่น่าสนใจในบริเวณนั้น แล้วจึงเดินทางกลับ ภูมิประเทศเป็นที่ราบ มีป่าไม้ประปรายส่วนใหญ่ยังทำการเกษตรไม่เต็มที่ ระหว่างทางมีสะพานใหญ่สองแห่ง
ถึงตอนเย็น เราข้ามแม่น้ำมูล (Pimun) ซึ่งมีความกว้างพอสมควร เข้าสู่ตัวเมืองพิมาย กำแพงเมืองเก่าพังจนแทบไม่เหลือทรากแล้ว แต่ทั้งเมืองดูร่มรื่นด้วยมะพร้าวและไม้ผลต่าง ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น เราไปเที่ยวชมทรากวัดพระปรางค์ (Wat Pra Prang) ซึ่งเป็นวัดเก่าแม้จะปรักหักพังไปมากแล้วก็ยังมีลักษณะคุ้นตาอยู่ หน้ามุขและกำแพงมีช่องเจาะสำหรับติดเทียนคล้ายโบสถ์ฮินดู บริเวณโดยรอบประมาณ ๒๐๐ ตารางหลา มีกำแพงกั้นเป็นหินแท่งเหมือนที่โคราช แต่มาตราส่วนขยายใหญ่กว่าทุกอย่าง นอกจากรูกลม ๆ ลึกราวสองนิ้วแล้ว ยังมีลอยระลึกเป็นรูปตัวทีซึ่งปลายเส้นด้านล่างจดริมของแท่งหินด้วย ไม่ทราบแน่ว่ามีไว้เพื่อประโยชน์ใด อาจใช้สำหรับให้เข้ากับเครื่องยก หรือเป็นรองที่พิมพ์ก็ได้ ตัวโบสถ์นั้นตั้งอยู่กลางบริเวณมีรูปเป็นสี่เหลี่ยม แต่ละมุมเป็นหอสูงอยู่แยกกัน ข้าพเจ้าได้เข้าไปในหอแห่งหนึ่ง และได้พบว่าพื้นนั้นถูกขุดหาสมบัติจนพรุนไปทั่ว รูปเคารพที่เป็นหินสลักล้มคว่ำกระจัดกระจาย และบ้างก็ขาดเศียร รูปพระพรหมประทับนั่งขนาดใหญ่คว่ำลงมาจากฐาน เศียรที่ขมวดมุ่นโมลีถูกต่อยออกแล้ว และที่ฐานนั้นมีรอยเลื่อยใหม่ ๆ สด ๆ ราวกับเพิ่งทำเมื่อวาน นอกจากนี้ รูปสลักที่น่าสนใจก็ได้แก่รูปหญิงสามกำลังคุกเข่า
ในส่วนตัวโบสถ์ แท่งหินที่ประตูสูงถึง ๙ ฟุต และกว้างเกือบ ๔ ฟุต สลักลวดลายตกแต่งอย่างงดงามลงมาจนถึงพื้น ลายเหนือประตูนั้นดูคล้ายกับที่พบ ณ โบโรบุดูร์ในชวา งามสง่าน่าชม และน่าเสียดายที่ไม่รู้ถึงกำหนดและจุดประสงค์ของการก่อสร้าง ต่อมาภายหลังเจ้าเมืองผู้เป็นนักรบเก่าเคยปราบกบฏเขมรเมื่อ ค.ศ.๑๘๔๐ ได้บอกแก่ข้าพเจ้าว่าที่นั่นมีหินก้อนหนึ่งที่มีรอยเท้าคนและรอยตีนสุนัข แต่ข้าพเจ้าไม่มีโอกาสจะได้เห็น เพราะต้องรีบเดินทางกลับตั้งแต่บายสามโมง
แม้ว่าจะเป็นช่วงปลายฤดูฝน เช้าวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ฝนที่ตกในเวลากลางคืนได้ช่วยให้อากาศยามเช้าเย็นชื่นสดใส และภูมิทัศน์โดยรอบก็แลดูงามตา เมื่อยามรุ่งสางเรามาถึงทุ่งหญ้ากว้างมีหมู่ไม้ใหญ่ขึ้นเป็นกระจุกประปราย ที่ขอบฟ้าเป็นแนวป่าทึบ ที่ใดเป็นหมู่บ้านก็แลเห็นต้นหมากกับมะพร้าวสูงระหง ยิ่งเดินต่อไปป่านนั้นก็ค่อยโปร่งกลายเป็นทุ่งราบ และก็มีต้นผลไม้ขึ้นเป็นหมู่ ดูเป็นแหล่งที่เหมาะสำหรับล่าสัตว์อย่างยิ่ง เพราะตามบึงบางเหล่านั้นมีนกน้ำนานาชนิด ควายทีเห็นมีผู้บอกว่าเป็นควายป่า มันเข้ามาใกล้ค่ายพักของเราตอนบ่าย ๆ เราพากันออกมาล้อมล่า ตื่นเต้นกันใหญ่ด้วยเกรงว่ามันจะพุ่งเข้าใส่ ลีโอโนแวนส์ เป็นผู้ยิงล้มลงตัวหนึ่งในระยะ ๓๐ หลา และพวกหนุ่ม ๆ ก็พากันดีใจเอิกเกริกที่ได้อาหารเนื้อสด อย่างไรก็ดีเจ้าสัตว์พวกนี้จะเรียกว่าสัตว์ป่าก็ได้แต่ในความหมายที่ว่ามันไม่มีเจ้าของแน่นอน และถูกปล่อยให้ท่องเที่ยวไปตามใจเท่านั้นเอง ถ้ามีการเก็บเกี่ยวมากเป็นพิเศษ มันก็จะถูกนำไปใช้งาน ดังนั้นจึงออกจะเป็นเรื่องตลก ที่เอาเข้าจริงเราอาจจะไปล่าเอาสัตว์เชื่อง ๆ เข้า แถมไม่มีทางจะรู้เสียด้วยว่าจะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ใคร
การเดินทางในวันรุ่งขึ้น ภูมิประเทศยังคงงดงามอยู่ แต่มีรอยคราบน้ำอยู่ตามลำต้นไม้สูงถึง ๔ ฟุต แปลว่าในหน้าน้ำแถบนี้คงมีลักษณะเป็นทะเลทีเดียว
ใกล้ ๆ ค่ายพักที่ท่าหลวง (Taluang) มีทั้งป่าโปร่งและป่าทึบ เป็นที่ทำเหมืองเกลือได้ปริมาณมากด้วย
จากภูไทสง (Pu Thai Song) เส้นทางช่วงแรกผ่านป่าไม้ต้นเตี้ยไม่น่าสนใจนัก แต่พอเดินไปสองพัก ป่าก็ทึบเข้า ทางเดินวกเวียนขรุขระตะปุ่มตะป่ำลำบากแก่เกวียนเทียมวัวเป็นอันมาก แต่แล้วปุบปับทั้งป่าและทางก็หายไป เราโผล่ออกมาที่บริเวณลานเกลืออันกว้างขวาง ไม่มีต้นไม้แม้แต่ต้นเดียวและร้อนระอุ
แม้ภูมิประเทศเท่าที่ผ่านมา มีประชากรน้อยมาก แต่มีหลักฐานแสดงว่ามีการเกษตรกรรมอย่างกว้างขวางทั่วไป ที่นั่นมีการทำเหมืองเกลือ ซึ่งมีสะสมอยู่เป็นปริมาณมากในลานเห็นเป็นแสงเรือนระยิบอยู่บนผิวดิน เหมือนเกล็ดน้ำค้างแข็งเมื่อมองในเวลาเช้าเขาจะต้องเอาหน้าดินเหล่านี้ใส่ลงในลำรางหยาบ ๆ ซึ่งโดยมากทำจากลำต้นไม้ขุดให้เป็นโพรงด้านล่างเจาะช่องให้น้ำไหลได้ แล้วเอาน้ำที่ละลายผสมกับดิน ถ่ายจากรางลงภาชนะอื่นทางช่องนั้น ดำเนินกรรมวิธีดังนี้จนกว่าน้ำนั้นจะไม่มีรสเค็มอยู่อีกต่อไป แล้วนำน้ำในภาชนะนั้นไปทำให้ระเหยแห้งเหลือแต่ผงเกลือไว้
ใกล้ ๆ กุมภวาปี (Kumvapi) พื้นที่ราบเรียบไม่มีต้นไม้ใหญ่เลยเป็นไมล์ ๆ ดูจะเป็นทุ่งหญ้าชนิดดีสำหรับเลี้ยงปศุสัตว์ ที่เห็นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปนับไม่ถ้วนฝูง ต่อจากกุมภวาปีเส้นทางตัดผ่านป่าใหญ่มีด้านช้างหลายสาย พอออกพ้นป่าก็เข้าเขตเมืองใหญ่ ข้ามทุ่งนากว้างไปถึงหนองคายพอดี
๙. หนองคาย และเวียงจันทน์
คนของเราเดินจากโคราชด้วยอัตราเร็วเฉลี่ยวันละ ๑๗ ไมล์ นับระยะทางรวม ๒๘๓ ไมล์ สุขภาพโดยส่วนรวมนับว่าดีมาก ไม่มีเสียงบ่นเรื่องร้ายแรงอะไรแต่คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยยิงปืนมาก่อนเลยเป็นกองทหารที่ออกจะประสมปนเปกันมากอยู่
หนองคายเป็นเมืองใหญ่ของอาณาเขตกว้างขวางแถบนี้ แทนที่เวียงจันทร์ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าอยู่เหนือน้ำขึ้นไปไม่ไกลนัก ดูเป็นที่น่าสบาย ข้าว เกลือ และปลามีมากพอเพียง
ในเมืองมีร้านค้าคนจีนขายผ้าลายดอกแบบแมนเชสเตอร์ มียี่ห้อโรงงานที่สิงค์โปร์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี และสินค้าโลหะของเยอรมัน ไหมดิบ งาช้าง หนังเขาสัตว์ และเกลือเก็บรวบรวมได้จากท้องถิ่นนั่นเอง การค้าของเหล่านี้ก็อยู่ในมือคนจีนเช่นกัน รวมทั้งผลผลิตจากเมืองเหนือและจากท้องถิ่นไกลกันดารด้วย พวกพ่อค้าเร่ชาวฉานก็มีอยู่บ้างที่หนองคายพยายามแทรกแซงเข้ามาหาผลกำไรบ้างเหมือนกัน
วัดเมืองอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขงซึ่งกว้างใหญ่มาก วัดจากฝั่งถึงฝั่งได้ ๑,๐๐๐ หลา และขณะน้ำลดต่ำสุดมีอัตราไหล ๔๘,๐๐๐ ลูกบาศก์ฟุตต่อวินาที มีการตระเตรียมต้อนรับพระยาราชฯ อย่างเอิกเกริกตั้งแต่นอกเมืองมีซุ้ม พระสงฆ์นำน้ำมนต์มาประพรมให้พรลีโอโนเวนส์ อุตส่าห์เกณฑ์คนของเขามาตั้งแถวรับด้วยเป็นพิเศษ ตกบ่ายทหารเดินเท้าก็นำหน้ามาถึง ถัดมาเป็นขบวนช้างนายทหารผู้น้อย แล้วก็ถึงพระพุทธรูป ถัดนั้นจึงเป็นพระยาราชฯ พอท่านลงจากช้างก็มีเสียงแตรก้องขึ้น
เจ้าเมืองอายุราว ๖๐ ปี ตาบอด ได้รับตำแหน่งนี้เป็นรางวัลที่มีความจงรักภักดีต่อฝ่ายกรุงเทพฯ เมื่อเกิดกบฏเวียงจันทน์เมื่อครั้งนั้นพ่อของท่านถูกมัดเอาตัวไปเตรียมประหารแล้ว แต่ยังอุตส่าห์หนีรอดชีวิตมาได้
บุชเดินทางไปกับข้าพเจ้าจนถึงเวียงจันทน์ ซึ่งเคยเป็นนครใหญ่ แต่ปัจจุบันมีสภาพเป็นหมู่บ้านธรรมดา
ใกล้เวียงจันทน์ มีเจดีย์สถานที่น่าสนใจ ชื่อวัดหลวง (Wat Luang) เป็นที่ซึ่งศาสนาและการสงครามเข้ามาผูกพันอยู่ด้วยกัน ตอนล่างมีลักษณะเป็นป้อมปราการ มีช่องปืนใหญ่ พวกฮ่อเข้ามายึดครองวัดนี้โดยไม่มีผู้ขัดขวาง และได้ทำลายยอดเจดีย์ซึ่งสร้างด้วยหินทรายถากเหลี่ยมหยาบ ๆ ลงเสียในระหว่างขุดค้นหาขุมทรัพย์ หลังจากนั้นก็บุกเข้าโจมตีเวียงจันทน์ ปล้นทรัพย์สินของชาวเมืองที่ไม่มีทางป้องกันตัว ในเวลานั้นข้าหลวงไทย คือ พระยามหาอำมาตย์ (P'ia Maha Amat) อยู่ที่อุบล พอได้ข่าวเดินทางขึ้นมารวบรวมผู้คนต่อสู้กับฮ่อซึ่งมีจำนวนชายฉกรรจ์ ๘๐๐ คน จนพ่ายแพ้ยับเยินแตกไปยึดวัดเป็นที่มั่นสร้างกำแพงล้อม มีป้อมปืนขึ้นอย่างหยาบ ๆ แต่ในที่สุดก็ถูกจับได้และถูกประหารหมดฮ่อพวกนี้เที่ยวปล้นมาจนไกลพวกพ้อง ไม่มีทางติดต่อได้ ข้าหลวงได้ตัดหัวเจ้าเมืองเวียงจันทน์ เนื่องจากเหตุที่ยอมพ่ายแพ้ต่อฮ่อ และสยามก็ได้ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา จึงส่งกองทัพมาขับไล่พวกฮ่อให้ออกไปพ้นดินแดน พวกโจรฮ่อไปตั้งมั่นอยู่ที่ทุ่งเชียงคำ แต่ในที่สุดก็แตกพ่ายและถูกกองทัพของพระยาราชนรากุลฆ่าตายแทบทั้งหมด
เวียงจันทน์เคยเป็นเมืองขึ้นต่อหลวงพระบาง ซึ่งเคยมีอาณาเขตแผ่ไปแทบตลอดลุ่มน้ำโขง แต่เมื่อเวียงจันทน์ก่อการกบฏตั้งตัวเป็นอิสระ ความสามัคคีมั่นคงในหมู่สาวพุงขาว (White bellied Lao) ก็สูญสลายไปโดยสิ้นเชิง ลาวในท้องถิ่นแม่น้ำโขงเพื่อให้แตกต่างจากลาวพุงดำที่อาศัยอยู่ทางตอนบนของแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งได้ชื่อเช่นนั้นเพราะสักลายตลอดหน้าท้องและต้นขอ ลาวแม่น้ำโขงไม่ทำเช่นนั้น
ตามเรื่องที่เล่ากันนั้นว่า เมื่อเจ้าอนุเป็นเจ้าเมืองเวียงจันทน์อยู่ราว ร.ศ.๑๘๒๓ ลูกชายของเขาถูกเรียกตัวลงไปบางกอกเพื่อคุมคนขุดคลองเชื่อมท่าจีนกับบางกอก ปรากฏว่าถูกข้าราชการที่คุมงานนั้นทั้งเตะและซ้อมเข้า เมื่อเดินทางกลับมา เจ้าอนุได้ทราบเรื่องก็พิโรธและก่อการกบฏขึ้นกองทัพจากบางกอกทำลายเวียงจันทน์โดยสิ้นเชิง แต่เจ้าอนุหนีเข้าอานัม (Anam) เจ้ากรุงอานัมแนะให้ถอยไปเชียงขวาง (Chieng Kwang) แต่เจ้าเมืองนั้นแจ้งข่าวไปให้ฝ่ายบางกอกทราบ แม่ทัพบางกอกจึงจับเจ้าอนุได้ แล้วคุมตัวเป็นนักโทษส่งลงมายังบางกอก ถูกเอาตัวใส่กรงประจานไว้ริมแม่น้ำจนตาย มีบางคนเล่าว่าพวกบริวารของเขาสอบส่งยาพิษเข้าไปให้ จึงฆ่าตัวตายได้สำเร็จ ในระหว่างนี้ เจ้าน้อย (Chao Noi) เป็นเจ้าเมืองพวน (Puan) พระเจ้ากรุงอานัมทราบว่าเจ้าอนุตายก็ส่งกองทัพมาจับตัวเจ้าน้อยไปประหาร และคุมบุตรเจ้าน้อยทั้งห้าคนไปขังไว้ แล้วส่งตัวเจ้าแสน (Chao San) ซึ่งเป็นญาติของเจ้าน้อย ไปเป็นเจ้าเมืองเชียงขวาง โดยนำกำลังทหารไปด้วย ๓,๐๐๐ คน แต่พอแม่ทัพไทยได้ข่าวเจ้าแสน ก็ยกทัพจากหนองคายเข้าตีเมืองในเวลากลางคืน ฆ่าพวกญวณเสียแทบไม่เหลือแม้แต่คนเดียว เจ้าแสนต้องลงไปบางกอกทิ้งเมืองพวนให้ร้างอยู่ เช่นนั้น
ครั้นพระเจ้าตูดุ๊ก (Tuduk) ขึ้นครองราชในอานัม ก็ได้ปล่อยตัวบุตรตัวเจ้าน้อยทั้ง ๕ คน ให้เป็นอิสระ ได้แก่เจ้าโพ (Po) เจ้าทบ (Top) เจ้าโพธิมา (Po - ma) เจ้าเอื้อง (Ung) และเจ้าคำ (Kam) เมื่อเจ้าโพกลับมา ทางบางกอกก็ส่งคำบัญชามาใช้ฝ่ายหลวงพระบางตั้งให้เป็นเจ้าเมือง
ต่อจากเจ้าโพ เจ้าเอื้องก็ได้ขึ้นครองเมือง ในสมัยเจ้าเอื้องนั้นเองพาฮ่อเข้ามาตีปล้นเมืองพวนจับเจ้าเอื้องฆ่าเสีย แต่ภายหลัง ค.ศ. ๑๘๗๓ พระยามหาอำมาตย์แม่ทัพไทยกับพระยาราชนรากุล ก็เข้าโจมตีชุมนุมฮ่อที่เวียงจันทน์และทุ่งเชียงคำตามลำดับ พระพนมสารริทร์ (Pnom Sararin) หลานของเจ้าน้อย ได้รับการแต่งตั้งจากพระยามหาอำมาตย์ให้เป็นเจ้าเมืองชั่วคราว ต่อมาเจ้าขันตี (Kanti) บุตรเจ้าเอื้องผู้เคราะห์ร้ายก็ได้เป็นเจ้าเมือง
เชียงขวาง เป็นจุดหมายหลักสำหรับการเดินทางบุกเบิกของเรา ตามข่าวที่ได้ยินนั้นว่าไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย การจัดเตรียมเพื่อป้องกันภัยอันตรายจึงเรียกได้ว่าลำบากมากเราต้องเตรียมการสำหรับเดินทางถึง ๒๕ พัก โดยไม่มีโอกาสที่จะพบผู้คนเลย นอกจากโจรฮ่อซึ่งแน่นอนว่าจะพยายามมารบกวนเราเท่านั้น
ลักษณะอาการของช้างในเวลาจะข้ามแม่น้ำนั้นน่าสนใจมากทีเดียว บางเชือกว่ายข้ามไปอย่างง่ายดาย บ้างก็ไม่ยอมข้ามง่ายนัก แต่พอชักจูงก็ยอมข้าม แต่บางเชือกจะทำอย่างไรก็ไม่ยอมข้าม ถึงจะใช้ไม้ตีหรือไฟไล่ก็ยังหันหลังวิ่งหนี ข้างพวกนี้ต้องใช้วิธีอื่นเขาเอาหรือขุดมาเทียบข้างกัน ๓ ลำ ดอกไม้ขวางทับบนยาว ๔ ฟุต กว้าง ๓ นิ้ว หนาเท่ากัน ปูไม้นิ้วทับแล้วเอากล้วยอ้อยและอาหารกลบข้างบนอีกที ข้าพเจ้ามองดูแล้วอดสงสัยว่าเจ้าแพจำเป็นนี้จะแข็งแรงพอทานน้ำหนักช้างได้สักตัวหรือ แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อได้เห็นว่า ช้างก้าวขึ้นไปยืนบนนั้นถึง ๓ เชือก และแพก็พามันข้ามฟากได้โดยปลอดภัยเมื่อพาฝูงสัตว์ต่างข้ามไปได้ทั้งหมดด้วยวิธีนี้แล้ว เราก็พร้อมที่จะออกเดินทาง
บุชล่องเรือลงไปหลวงพระบาง และลีโอโนเวนส์มากับข้าพเจ้า เราข้ามแม่น้ำมาถึงก็ตั้งค่ายพัก เจ้าเมืองผู้ตาบอดนั้นให้ความช่วยเหลือเราทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ และบอกว่าเราต้องมีโชคดีเป็นแน่ เพราะวันนั้นอากาศมืดครื้ม และลมที่พัดไปทางเหนือนั้นคือ เทวดามาเบิกทางให้
๑๐. กลางหมู่แม้ว
การเดินทางเข้าพักแรมในภูมิประเทศที่เป็นพื้นราบ ไม่มีสิ่งน่าสนใจ แต่เราได้ผ่านพบหมู่บ้านหลายแห่ง ตรงกันข้ามกับที่ได้คาดไว้ว่าเป็นที่เปลี่ยวโดยสิ้นเชิง พื้นภูมิแถบนี้ดูไม่สู้จะอุดมสมบูรณ์นัก มีบึงบางเป็นระยะ ๆ รายไป
เช้าวันหนึ่ง ข้าพเจ้าเห็นหมาป่าลาย ๆ ตัวหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ เจ้าหมาล่าเนื้อที่เอามาในคณะโจนเข้าใส่ แต่ข้าพเจ้าเรียกมันกลับมา เจ้าหมาป่านั้นวิ่งไปแล้วยังหันหลังมามองทำท่าเหมือนผิดหวังตาละห้อยมองดูเจ้าหมาของเรา ก็อย่างที่เคยไม่รู้ว่าเป็นของข้าพเจ้าไปอยู่เสียที่ไหนยิ่งเราเดินทางไกลออกไป ก็ยิ่งได้ข่าวลือเรื่องความโหดร้ายของฮ่อ ที่เข้าโจมตีหมู่บ้านฆ่าฟันและกวาดต้อนผู้คนไปมากขึ้นเรื่อย ๆ
ใกล้ซอมที (Somdi) ภูมิประเทศเริ่มขรุขระเป็นเนินซับซ้อน และซอมทีนั้นเองเป็นที่พักแรมที่น่าสนใจมาก ตัวหมู่บ้านตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของน้ำลึก ซึ่งเป็นแม่น้ำกว้างพอดูและน้ำใจแจ๋ว เราตั้งค่ายพักในค่ายร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งเสาระเนียดที่ปักรายเป็นรั้วยังคงอยู่
เหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นชัดว่า พวกลาวหวาดกลัวฮ่อซึ่งเป็นศัตรูของตนเพียงไรก็คือ คืนหนึ่งขณะที่กำลังหลับสนิทกันทั้งค่าย ชายคนหนึ่งละเมอร้องขึ้นมา ปรากฏว่าเพื่อนฝูงสะดุ้งผวา ตะโกนว่า "ฮ่อ ฮ่อมา" ตื่นเต้นกันทั่วไป
เลยซอมที เราเดินทางเข้าไปในป่าทึบแทบจะไม่ต้องแสงตะวัน ไปถึงหมู่บ้านงานแห่งหนึ่งเชิงเขาสูง คนที่นั่นอพยพหนีฮ่อจากหัวพ้นทั้งห้าทั้งหก (Hua Pan Tang Ha Tanh Hok) มาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่นี่
ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นโรคคอพอก อาจเป็นด้วยมีหินปูนอยู่มากในบริเวณนั้น ยอดเขาข้าง ๆ ก็มีรูปทรงแปลกประหลาด มองจากบางด้านดูราวกับทรากป้อมปราการปรักหักพังชาวบ้านปลูกข้าว ฝ้าย และคราวไว้ใช้เองในหมู่บ้าน เขาสะกัดสีน้ำเงินได้จากเถาวัลย์ชนิดหนึ่งชื่อว่า ผักเม่ (Buck Me) และมีสีดำได้จากเปลือกต้นไม้ใหญ่ที่ชื่อ นังเต็ง (Nung Teng) เขาเอาใบครามมาหมักแช่น้ำไว้ ๓ วัน แล้วคั้นเอาน้ำไปผสมมะนาวทิ้งไว้วันหนึ่ง แล้วกรองน้ำออก กากเอามาทำสี ใบผักเม่อก็ทำแบบเดียวกันนี้ แต่สำหรับสีดำนั้นต้องเอาเปลือกนังเต็งมาทุบสด ๆ แล้วเอาไปละลายน้ำทีเดียว แล้วเอาผ้าที่จะย้อมลงแช่แล้วเอาออกตาก แช่แล้วตากติด ๆ กัน ๔-๕ วัน แล้วจึงเอาไปซักในลำธาร เตรียมไว้ใช้ได้
หัวหน้าหมู่บ้านคนหนึ่ง สวมเสื้อยาวสีแดง บอกแก่ข้าพเจ้าว่าเขามีผีเข้าสิง และผีมันจะสิงอยู่อีก ๓-๔ วัน ทางที่จะเอาใจผีก็คือต้องดื่มเหล้าหมักเองมาก ๆ อย่างเดียวเท่านั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าสภาพของชายนั้น แสดงว่าได้เอาใจผีมานานแล้ว ผีควรจะพอใจเสียที แต่เขาก็ยังยืนคำว่าผีจะยังคงอยู่อี ๔ วันแน่ ๆ จึงไม่มีทางอื่นจะช่วยได้นอกจากให้เหล้าเขากินต่อไป
มีผู้บอกว่า ตอนที่เจ้าอนุหนีจากเวียงจันทน์ไปอานัมนั้น ก็ได้ผ่านมาทางนี้ และจำเป็นต้องทิ้งขบวนช้างไว้ เพราะทางกันดารมาก ข้าพเจ้าออกไปตรวจทางล่วงหน้าก็ได้เห็นว่าช้างน่าจะไต่ทางขึ้นไปไม่ได้ เนินเขานั้นมีป่าคลุมทึบ แต่บางตอนก็มีผาหินปูนโผล่พ้นขึ้นมาขวางทางไว้ อย่างไรก็ตามพอถึงเย็นก็ค้นพบด่านช้างเข้าสายหนึ่งด้วยความลำบากอย่างยิ่ง
ช้างเป็นสัตว์ที่มีเกียรติ ไม่ต้องเกรงกลัวเลยว่าจะไม่ทำหน้าที่ของมัน ตัวปัญหาที่แท้ก็คือควาญชึ่งแสนจะร้อยเล่ห์ ถ้าทำได้เราก็คงไม่จ้างให้มาด้วยเสียแล้ว พอช้างก้าวไปข้างหน้า เจ้าควาญก็ทำท่าลังเลต้องส่งภาษาให้กำลังใจกับขรมจึงค่อยกล้าขึ้น และในไม่ช้าช้างทั้งขบวนก็ผ่านพ้นจุดที่คาดว่าเป็นอันตรายนั้นไปได้ ค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปบนเนินเขาซึ่งสูง ๔,๔๐๐ ฟุต จากระดับน้ำทะเล
เราตั้งค่ายพักอยู่ต่ำลงมาจากทางผ่านยอดหิน ใกล้ ๆ กับหมู่บ้านแม้ว (ภาษาจีนว่า เมียวจี Mial Tzee) ชนเผ่านี้น่าสนใจมาก ไม่มีเคราเค้าหน้าเหมือนจีน แต่ลักษณะทั่วไปทำให้นึกถึงชาวอาฟฆาน ใช้เสื้อผ้าสีดำ ผู้ชายนุ่งกางเกงหลวม ๆ เสื้อคลุมตัวหลวมยาว และมีผ้าโพกศีรษะอย่างเรียบร้อย ผู้หญิงเปลือยเท้าและขาขึ้นมาถึงถึงเข่า สวมกระโปรงชั้นในจีบเป็นพวงซึ่งกระพือเผยอย่างมีศิลป์ในเวลาเดิน และชั้นนอกเป็นเสื้อแบบแจกเก๊ตปกกลาสีมีผ้าโพกศีรษะเหมือนกัน ละล้วนมีลายปักอยู่ทั่วไป บางทีก็เป็นเดินเส้นไหม เครื่องประดับสำคัญคือวงเงินเล็ก ๆ มีจี้รูปรียาวห้อย ด้านหนึ่งเป็นลายจีนและอีกด้านหนึ่งเป็นตัวอักษรจีน ซึ่งเชื่อว่าเป็นคาถากันผีปีศาจ พวกแม้วไม่มีอักษรของตัวเอง หัวหน้าหมู่บ้านถักเปียแบบจีน คนอื่น ๆ โกนหัวเกลี้ยงเฉพาะตรงกลางกระหม่อม ปล่อยผมส่วนอื่นปรกลงมาถึงบ่า
พวกนี้แบ่งออกเป็นเผ่าย่อยราว ๑๐-๑๒ เผ่า บอกจำนวนแน่ไม่ได้ ล้วนแข็งแกร่งอดทนอาชีพหลักคือปลูกฝิ่น ชอบเลือกที่อยู่ตามยอดเขาซึ่งมีอากาศเย็น และมีอคติต่อการอาศัยอยู่ที่พื้นราบแม้จะเป็นพื้นที่ราบสูงก็ตาม ชาวลาวกล่าวถึงพวกนี้ว่าจะไม่สามารถอาศัยอยู่ในที่ที่มีเสียงกบร้องได้ พอดินในย่านที่อยู่จืดลง พวกนี้จะมองสำรวจจากยอดเขาหากแลเห็นที่ใดเป็นแหล่งหินปูน ก็จะส่งคนออกไปสำรวจพื้นที่แล้วกลับมารายงาน
ในภูมิภาคที่ตั้งหมู่บ้านใหม่ได้ จะมีผู้ออกเดินทางไปก่อนสักสองสามครอบครัวขนไปทั้งหมา แพะ ไก่ และบางทีก็มีวัวเทียมเกวียนขนของด้วย พวกผู้ชายขนของใช้ประจำวันผู้หญิงสะพายลูกอ่อนติดหลังเด็ก ๆ ก็ยังช่วยหอบของด้วย ดูร่าเริงเบิกบานกันทุกคน พอไปถึงที่ที่เลือกไว้ ซึ่งมักอยู่ใกล้พุน้ำ ก็ช่วยกันตัดฟันไม้ สับเป็นกระดานทำฝาเรือน และมุงหลังคาที่อยู่อย่างง่าย ๆ ไม่มีปัญหาเรื่องการระบายลม ควันจากเตาหุงต้มลอยลอดออกไปตามช่องฝากระดานอย่างสะดวก บางทีก็ใช้ไม้ไผ่ทำท่อส่งน้ำมาลงถังไม้ ซึ่งมีฝาปิดกันฝุ่นผงลง
ในหมู่บ้านจะเห็นพวกผู้หญิงทำงานกันวุ่นวายตามหน้าที่ของตน บ้างก็ป่นแป้งข้าวโพดด้วยเครื่องมือบด บ้างก็เตรียมครามย้อมผ้า เย็บปักถักร้อยสภาพหมู่บ้านดูสดใสน่ามองด้วยที่ตั้งและสถานที่แวดล้อมอยู่ ด้านหนึ่งเป็นทุ่งข้าวโพดหรือไร่ผัก อีกด้านเป็นไร่ปอ หรือยาสูบ แล้วก็ต้องมีพื้นที่กว้างใหญ่ที่อุทิศให้แก่การปลูกฝิ่น พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ ฝิ่นจะออกดอกดาดไปทั่วทุ่ง เห็นดอกโตมีทุกสี่ตั้งแต่ขาวไปถึงม่วงเข้มงามตระการตา ที่นี่ก็มีงานให้ผู้หญิงทำเหมือนกัน จะเห็นพวกหล่อนถือถ้วยกระเบื้องเดินเก็บยางฝิ่นอับไหลเอิบอาบจากรอบกรีดที่กระเปาะดอกของมัน
พวกแม้วดูแลวัวและม้าอย่างระมัดระวังมาก มักจะยกพื้นคอกสูงจากดิน มีหมาพันธุ์ดีไว้เฝ้าหมาบางตัวไม่มีหางเลย
ชาวบ้านพวกนี้ก็เช่นเดียวกับชาวเขาเผ่าอื่นที่ใช้เวลาปีละหลายเดือนตัดไม้ตามลาดเขา ขยายพื้นที่ออกไปเรื่อย ๆ สำหรับเพาะปลูก แต่พอต้นไม้ชักเบาบางเกินขนาด ก็ถึงเวลาที่จะออกแสวงหา "ป่าชุ่ม ทุ่งใหม่" กันอีก
พวกแม้วฝังศพพวกของตนไว้ใกล้หมู่บ้าน ขุดหลุมกลบด้วยดินและหิน สิ่งที่ฝังไปกับศพ ได้แก่ ไก่ผู้ ๑ ตัว นิยมสีขาวเป็นพิเศษ ข้าวชามหนึ่ง และเหล้าสำหรับปลุกวิญญาณให้รื่นเริงในปรภพ
๑๑. ตามรอยฮ่อ
เราเข้ามาอยู่ในดินแดนที่พวกฮ่อมีอิทธิพลอยู่โดยตรงแล้ว
เมื่อสิบปีก่อน พระยาราชฯ ได้ทำลายที่มั่นของพวกโจรพวกนี้ลงโดยสิ้นเชิง แต่เมื่อว่าเป็นพวกที่ดุร้ายเหี้ยมโหด เป็นที่หวาดระแวงของคนทางประเทศนี้เป็นใครกันเล่า ว่าโดยย่อพวกนี้ก็คือ โจรจีนนั่นเอง กาลครั้งหนึ่งพ่อค้าชาวจีนซึ่งเป็นที่รู้จักกันในหลวงพระบางในนามว่า ฮ่อ ได้เดินทางจากเหนือลงมาติดต่อค้าขายกับชาวบ้าน เมื่อพวกพ่อค้าพวกนั้นหมดไปมีแต่พวกโจรเชื้อชาติเดียวกันมาแทน คำว่าฮ่อก็เลยเลื่อนความหมายไปเป็นโจรพวกนี้ด้วยนับแต่โจรพวกนี้ปรากฏตัวเข้ามา การคมนาคมและค้าขายก็ถูกตัดขาดเกิดการจลาจลไปทั่วดินแดน ลักษณาการของพวกปล้นแสดงให้เห็นว่ามีกองกำลังขนาดใหญ่เป็นขบวนการแล้วข้าพเจ้าได้รับข่าวว่า เจ้าฟ้าวง (Chao Fa Wong) ผู้ครองแคว้นยูนานเป็นหัวหน้าขบวนการโจรร้ายเหล่านี้ เมื่อคราวที่พวกฝรั่งเศสทำสงครามในตังเกี๋ย (Tankin) เขาก็สั่งให้พวกโจรที่ท่องเที่ยวอยู่ในเขตหลวงพระบางเหล่านี้เข้าโจมตีพวกฝรั่งเศสด้วย
การปล้นแบบทำลายล้างเริ่มขึ้นในราว ค.ศ.๑๘๗๐ พวกโจรขยายแนวรุกจากใกล้เขตแดนตังเกี๋ย เข้าเขตหลวงพระบาง สิบสองจุไทย (Sibsawng Chu Tai) และหัวพ้นทั้งห้าทั้งหก (เดิมมี ๕ แคว้น แล้วจึงมีแคว้นที่ ๖ รวมเข้าภายหลัง) จนกระทั่งถึงเชียงขวางหรือเมืองพวนด้วย ก่อนหน้านั้นดินแดนแถบนี้ค่อนข้างสงบสุข ส่วยสาอากรเก็บได้สม่ำเสมอ ผู้เก็บส่วยของหลวงพระบาง เป็นข้าราชการเก่าซึ่งยังมีชีวิตอยู่มาจน ค.ศ.๑๘๙๓ แต่หลังจากพวกฮ่อมาตีปล้นปรากฏว่า สภาพการณ์ก็แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง พวกโจรบุกเข้ามาโดยปราศจากการขัดขวางจนถึงเวียงจันทน์ และแม่น้ำโขงจึงได้ถูกปราบปรามแต่ก็ไม่ก่อนที่จะได้ก่อความพินาศให้เกิดขึ้นแล้ว
เราอาจตามรอยการเดินทางของพวกนี้ได้จากเถ้าถ่านของหมู่บ้าน และประจักษ์พยานที่พวกมันทิ้งไว้ในวัดและเจดีย์ต่าง ๆ ซึ่งถูกขุดค้นหาทรัพย์สินที่อาจฝังไว้ด้วยความชำนาญอย่างยิ่ง ในวัดหลายแห่งมีรอยขุดเฉพาะบริเวณที่น่าสงสัยเท่านั้น ส่วนอื่น ๆ มิได้ถูกแตะต้องอเลย
เราได้เห็นใบประกาศที่พวกหนีตายจากหมู่บ้านที่ถูกฮ่อปล้นนำมาให้ ประกาศนั้นเขียนด้วยภาษาลาว แต่มีตราจีนรูปสี่เหลี่ยมประทับ เนื้อความเรียกร้องให้ชาวบ้านออกมาอ่อนน้อมยอมอยู่ใต้อำนาจฮ่อและขู่เอาโทษตายแก่ผู้ที่ยอมเชื่อฟัง ใครก็ตามที่หนีไปหลวงพระบางจะต้องถูกตามจับเอาตัวกลับมาก
ชาวบ้านที่น่าสงสาร อาศัยอยู่ในป่าดง เพาะปลูกตามที่ลาดเขาเหล่านี้ มีชีวิตที่ยากแค้นแสนเข็ญไหนจะถูกพวกโจรขู่ฆ่ารุกราน ไหนจะต้องอดทนต่อการบังคับจากเจ้าขันตีผู้ครองเมือง ซึ่งมีอำนาจเหนือตนอีกฝ่ายหนึ่งด้วย
พวกฮ่อ ซึ่งเป็นชายฉกรรจ์จำนวน ๑๘๐ คน กำลังเดินทางอยู่ห่างจากเราเพียงชั่วเดินสองพักและอาจเป็นได้ที่เราต้องเผชิญหน้ากัน พวกทหารของเราจึงเอาปืนออกมาฝึกซ้อม แต่ส่วนใหญ่แล้วกลัวอำนาจปืนเสียเอง น้อยคนที่สามารถยิงเป้าขนาดใหญ่ได้ถูกในระยะ ๘๐ หลา ด้วยไรเฟิล ส่วนปืนเล็กยาวนั้นยิงผิดเสียกว่า ๖๐% เมื่อพิจารณาโดยถี่ถ้วนแล้ว ออกจะเป็นอันตรายมากหากต้องปะทะกับพวกฮ่อโดยที่เครื่องมือยังใหม่ และคนไม่พร้อมเช่นนั้น ถ้าคนของเราไม่อาจรักษาพื้นที่ไว้ได้ ก็ไม่มีอะไรที่สามารถจะยับยั้งพวกฮ่อไว้ได้อีก เหมือนกับว่าพวกนั้นสามารถเอาชนะทหารหลวงได้นั่นเอง แล้วใครจะรู้ว่าพวกมันจะก่อการร้ายต่อไปอีกสักเท่าใด ดังนั้นเราจึงตัดสินใจจะนำคนไปเพียง ๓๐ คน ส่งที่เหลือกลับไปค่ายที่หลวงพระบาง เพื่อที่ว่า หากเกิดเหตุร้ายใด ๆ ขึ้น พวกฮ่อก็จะได้ไม่มีเรื่องจะอวดโอ่มากนัก
ขณะที่เราจะออกเดินทาง ก็มีชาวบ้านบงมาจากที่ซ่อนบนภูเขา เราจ้างพวกนี้ไว้ช่วยนำทาง และตัดฟันไม้เบิกทางด้วยอัตราวันละกึ่งบาท
ตามรายทาง มีไม้ไผ่เสี้ยมปลากปักอยู่ตลอด สำหรับคนสวมรองเท้านั้นไม่เป็นไรแต่คนที่เดินเท้าเปล่านั้นถึงแก่เป็นแผลเฟอะ อย่างไรก็ตามคนเดินช่วงนี้ได้พบสิ่งน่าสนใจมากขึ้น เส้นทางค่อยมีสภาพเป็นถนน เกือบจะราบได้ระดับ ลาดไปตามลูกเนินที่มีป่าสนใบยาวปกคลุม ลมพัดโชยชื่น และพื้นดินก็ดาษด้วยดอกไม้สีสด ภาพท้องทุ่งร้างริมหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เราโผล่ออกมาเห็นเข้า ทำให้เราถึงแก่ยืนจ้องตะลึง ข้าพเจ้าสงสัยอยู่ว่าประสบการณ์ของเราที่บุกฝ่ามาในป่าทึบมือตื้อก่อนหน้านั้น คงจะมีผลต่อความรู้สึกของเราบ้างกระมัง
ทุ่งร้าง ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า ๔,๐๐๐ ฟุต มีดอกหญ้าขาวสะพรั่งโอนเอนไสว ดูราวกับมีผู้ดูแลอย่างดี เนินเขาแถบนั้นโล่งไม่มีป่า มีไม้ใหญ่ขึ้นอยู่เป็นกระจุกเท่านั้น พื้นดินมีหญ้าอ่อนเขียวขจี ซึ่งต้องแสงตะวันรอนแลราวกับเป็นสีม่วงเหลือบทอง
เราเลือกตั้งค่ายพักที่ริมลำธารน้ำใสไหลเอื่อยสายหนึ่ง
เมื่อเตรียมการระวังป้องกันอันตรายจากพวกฮ่อเรียบร้อยแล้ว เราก็พากันไปตรวจดูวัดใกล้ ๆ นั้นตัวอาคารดูน่าสนใจตั้งแต่ภายนอก รูปแบบเหมือน ๆ กับที่เห็นทั่วไปในสยามแต่ดูประณีตและบอบบางกว่าประตูลงรักปิดทองแพรว แต่ทั่วไปถูกทำลายยับเยิน พระพุทธรูปองค์ใหญ่กลิ้งตะแคงข้างอยู่ ส่วนฐานถูกรื้อหาทรัพย์สินที่ซ่อนไว้ ในซากปรักหักพังนั้นมีรูปเคารพเล็ก ๆ ที่คนของเราต้องการมาก วัดแทบทุกแห่งจะมีพระพุทธรูปท่าประทับนั่ง บ้างก็สร้างด้วยอิฐปูนปิดทองทับหนา บ้างก็เป็นทองแดง หรือบ้างก็เป็นนาก (ทองผสมทองแดง) ที่เรียกว่าโคตมะเพชร (เข้าใจว่าหมายถึงขัดสมาธิเพชร - ผู้แปล) นั้นนับว่าเก่าที่สุด และกำหนดเรียกจากลักษณะของพระบาท เป็นลักษณะสำคัญยิ่ง แต่นอกนี้ยังมีลักษณะอื่น ๆ อีกที่แสดงว่าพระพุทธรูปองค์ใดศักดิ์สิทธิ์กว่าองค์อื่น
เจดีย์หลายองค์ ส่งยอดเรียวสูงไสวอย่างเชิญชวน แต่เราไม่อาจออกห่างจากค่ายพักได้ไกลนัก เพราะพวกฮ่ออาจจะแอบซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ใดก็ได้ วัดนั้นถูกทำลายพินาศสิ้น คัมภีร์ใบลานกองเขละเป็นพะเนิน ถ้าไม่มีคนดูแลโดยเร็วก็คงจะเสียหายไปทั้งหมด
ภูมิประเทศยังดูดีขึ้นเรื่อย ๆ ต้นแอปเปิ้ลป่ากำลังออกดอก และสนกำลังผลิใบ ลาดเนินที่ทอดแนวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมีหญ้าอ่อนงอกขึ้นคลุมชอุ่มจากเถ้าทรากหญ้าปีก่อน ทันทีนั้นเองเราก็มาถึงหนองแตง (Nawg Tang) ที่ระดับสูง ๔,๐๐๐ ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล หนองนั้นกว้างครึ่งไมล์ ยาวไมล์หนึ่ง และน้ำไม่เคยแห้ง ฝั่งฟากตะวันออกมีผาหินปูนสูงราว ๑๐๐ ฟุต
ท้องฟ้าสีน้ำเงินสดสะท้อนเงาลงในกลางหนอง มีแต่เสียงปีกนกกระพือแหวกความเงียบอันสงัดทำให้ความรู้สึกชื่นชมภูมิทัศน์อันงามยิ่งเพิ่มความเบิกบานใจยิ่งขึ้น
กำเนิดของหนองนี้ ตามตำนานของท้องถิ่นเล่ากันว่า แต่เดิมมาที่นี่เคยเป็นหมู่บ้านชาวบ้านคนหนึ่งเป็นพรานไปยิงกวางหน้าขาวเข้า คืนนั้นเองก็เกิดพายุ แผ่นดินไหว แยกสูบเอาหมู่บ้านและคนลงไปในน้ำหมด และเลยกลายเป็นหนองน้ำใหญ่แต่นั้นมา
ถึงแม้ภูมิประเทศจะงดงามปานใดก็ดี เท่าที่แลเห็นไม่มีร่องรอยผู้คนอาศัยอยู่เลยเราพบนกยูงสองสามตัว ซึ่งปกติไม่ค่อยมีในที่สูงถึงเพียงนี้ และแน่นอนที่ใดมีนกยูง ที่นั่นต้องมีเสือ ไม่ช้าเราก็ได้พบรอยเสือเข้า นกกระทาและกวางมีอยู่กลาดเกลื่อน เราข้ามทุ่งที่ใช้เป็นสนามรบไปหลายแห่ง และได้พบค่ายเก่าแห่งหนึ่งที่กุ่งก้อย หรือข่อย (Kung Koi)
เราข้ามน้ำแตง (Nam Tang) ซึ่งเป็นลำธารเล็ก ๆ ไหลไประหว่างหุบเหว ตลิ่งสองฝั่งสูงถึง ๑๐๐ ฟุต และห่างจากกัน ๘๐๐ หลา หุบนั้นเป็นที่เหมาะสำหรับปลูกข้าวพอไต่ขึ้นมาถึงยอดตลิ่ง เราก็ต้องแปลกใจที่ได้เห็นทุ่งราบกว้างชื่อว่า กุ้งม้าเล่น (Kung Malen) กว้าง ๖ ไมล์ ยาว ๑๐ ไมล์ อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ ๓,๕๐๐ ฟุต ราบเรียบราวกับพื้นโต๊ะ มีหญ้าขึ้นงามใช้เลี้ยงปศุสัตว์จำนวนมากได้อย่างดี และก็เคยได้ใช้เช่นนั้นมาแล้วในกาลก่อน เราพักเหนื่อยใต้ต้นสน แลเห็นเส้นทางเดินลดเลี้ยวขึ้นไปตามแนวเนินราวกับงูเลื้อยได้ชัดเจน
ด้านขวามือ มีวัดงามอยู่แห่งหนึ่ง แลเห็นสีขาวเด่นตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงิน ราวกับมีวิญญาณยืนเพ่งพินิจความงามสงบรอบข้าง เลยนั้นไปอีกำไกลแลเห็นบางสิ่งคล้ายเต๊นท์พอเข้าใกล้อีกหน่อย ก็ออกจะดูเหมือนฝูงปศุสัตว์ อาจเป็นด้วยเราอยากให้เป็นอย่างนั้นก็ได้แต่พอใช้กล้องส่องทางไกลจึงได้เห็นว่า ที่แท้แล้วเป็นไหหินขนาดยักษ์ บางใบตั้งอยู่บางใบก็ตะแคง บ้างก็แตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย รอบ ๆ นั้นมีร่องรอยว่าดินถูกขุด เราขุดดินได้ไหใบหนึ่งพบร่องรอยเผาถ่านกับลูกกระพรวนทำด้วยเหล็กขึ้นสนิม ไหที่สูงสุดตั้งเอียง ๆ ด้านข้างเรียบ วัดได้ ๗ ฟุต ๖ นิ้ว ใบอื่น ๆ วัดได้ ๖ ฟุต ๔ นิ้ว จากพื้นดิน วัดรอบส่วนที่ป่องที่สุดได้ ๑๙ ฟุต และหนา ๑ ฟุต อีกใบหนึ่งรูปร่างดีกว่าและมีคอคอด ตั้งเอียงคว่ำลงมามากกว่า สูงเกือบ ๖ ฟุต วัดรอบได้ ๑๕ ฟุต ที่ส่วนป่องที่สุด เส้นผ่านศูนย์กลางปากไห ๔ ฟุต ๖ นิ้ว เนื้อไหบางใบมีหินเขี้ยวหนุมานฝังอยู่เป็นปุ่ม ๆ ข้าง ๆ กองไหนั้นมีหินแบน ๆ แผ่นหนึ่งยาว ๗ ฟุต หนา ๖ นิ้ว ที่ตรงริม แต่ตรงกลางแผ่นหนากว่านั้น และแผ่นเล็กอีกแผ่นหนึ่ง เมื่อจับพลิกขึ้นมีปุ่ม ๓ แห่ง ยาวราว ๒-๓ นิ้ว สูงขึ้นจากพื้นหินราว ๑ นิ้ว
ภาชนะเหล่านี้ คงมิได้ถูกหาบหามมาจากทื่อื่น แต่คงสร้างขึ้นที่ตรงนี้เองมาแต่แรก ชาวบ้านเชื่อกันว่าเทวดามาสร้างไว้ใส่น้ำกิน
๑๒. บนที่ราบสูงเชียงขวาง
เมื่อเริ่มเดินต่อไป เราผ่านหุบขาแคบ ๆ หลายแห่ง ซึ่งเคยเป็นแหล่งปลูกข้าวอันอุดมสมบูรณ์ภูเขาสองฟากชันลิ่วขึ้นไปอีก ๓,๐๐๐ ฟุต ทางด้านใต้มีป่าไม้ปกคลุมแน่นทึบหุบเขาบางหุบสามารถปรับปรุงเป็นแหล่งปลูกข้าวได้อย่างดี และอาจทำนาได้ถึงปีละ ๓ หน การชักน้ำเข้านาไม่ต้องออกแรงมากเท่าใดเลย
เราพบกับกลุ่มผู้นำแคว้นเชียงขวาง ทุกคนแต่งกายดี นำข้าวมาให้เป็นของขวัญเขาพาเราเดินฝ่าทุ่งนาที่ไขน้ำเข้าเต็มเตรียมหว่าน ดูเหมือนบุกน้ำไปมากกว่าเดินถนน
ไหนเล่าคือเมืองใหญ่ ที่มีรายงานว่ามีกำลังป้องกันถึง ๔,๐๐๐ คน พอเลี้ยวรอบเชิงเนินเราก็แลโล่งไปเห็น สูงขึ้นไปอีก ๒ ไมล์ ที่ปลายเนินอันเป็นป่าทึบ เห็นยอดแหลมของพระเจดีย์โผล่ขึ้นมายอดหนึ่ง นั่นแหละที่เขาบอกเราว่า คือเมืองเชียงขวาง
เมืองนั้นตกอยู่ในอำนาจของพวกฮ่อ ชาวบ้านต่างพากันรู้สึกว่านายใหม่กลุ่มนี้รีดนาทาเร้นอย่างรุนแรง ที่มั่นของพวกโจรซึ่งอยู่ที่ทุ่งเชียงคำ (Tung Chiing Kam) ห่างอออกไปชั่วเดิน ๓ วัน เพิ่งจะถูกไฟไหม้ด้วยอุบัติเหตุ และพวกชาวบ้านก็ถูกกวาดต้อนไปใช้แรงงานซ่อมแซม เชียงขวางอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง ๓,๗๗๐ ฟุต ตั้งอยู่บนยอดเขาชื่อภูเชียว ชาวบ้านที่แก่ที่สุดเล่าว่า สมัยก่อนโน้นมีหมู่บ้านพักสร้างด้วยไม้อยู่หมู่หนึ่งในทุ่งข้ามลำน้ำเหนือไปอีกฟากหนึ่ง มีทรากตึกดินมีสภาพเกือบสมบูรณ์อยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อครั้งเจ้าอนุถูกจับและพาตัวกลับไปบางกอก
ธรรมเนียมชาวสยาม เมื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ใด ๆ จะมีผู้อุทิศเงินและเครื่องเพชรพลอยบรรจุไว้ได้ฐานพระพุทธรูป หรือในพระอุระ หรือมิฉะนั้นก็ฝังไว้ในพื้นวัดตรงแนวสายตาของพระพุทธรูปนั้น
เมื่อพวกฮ่อเข้ามารุกราน พวกชาวบ้านก็ถูกบังคับให้ขุดทรัพย์สินขึ้นจากที่เหล่านี้ โดยที่พวกโจรถือดาบคอยคุมอยู่ตลอดเวลา
แม้เจดีย์บนเนินเขา ซึ่งนับว่างามที่สุดในถิ่นนี้ก็มิได้รอดพ้น เมื่อมองจากที่ไกลจะเห็นว่ายังสมบูรณ์แต่พอเข้าใกล้ก็เห็นรอยแตกทั้ง ๓ ด้าน ตั้งแต่เกือบยอดคอระฆังมาจนถึงฐาน โชคยังดีที่ยอดแหลมสูงถึง ๖๐ ฟุต นั้นยังอยู่ดีไม่หักลงมา ว่ากันว่าพวกฮ่อได้ทองหนักถึง ๗๐๐ รูปี จากเจดีย์นี้ เศษโถที่บรรจุของพุทธรูปบูชายังหล่นกระจายอยู่ทั่วไป เห็นได้ว่ารูปทรงงดงามมาก
ชาวเมืองพวน นับว่ามีวัฒนธรรมสูง แต่ความประณีตเชิงรสนิยมย่อมไม่อาจต่อต้านกับคนป่าเถื่อนได้ ที่จริงชาวพื้นเมืองเดิมเป็นพวกขมุ (Kamu) และดินแดนแถบนี้เคยมีชื่อว่า เมืองข่าปทุม (Ka Patum) ดูเหมือนว่าจะเคยถูกพม่าเข้ารุกรานในสมัยรัชกาลพระเจ้าราช ("หนู"๑ ) ครองกรุงหงสาวดี (พะโค)
ประวัติเชียงขวางไม่มีผู้ใดรู้มากนัก ชนพื้นเมืองเดิมถึงจะไม่มีอำนาจมาก ก็ดูจะขยันขันแข็งพอดูแต่ปัจจุบันประชากรก็เป็นชาวลาวหลวงพระบางนั่นเอง ใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนอย่างเดียวกัน
ชาวสยามและชาวลาว เป็นชนเผ่าเดียวกัน ใช้ภาษาเดียวกัน ลักษณะรูปร่างหน้าตาก็เป็นแบบเดียวกัน ถ้าเอามายืนรวมกลุ่มกันเข้าแล้วแยกไม่ออกเลยว่าไหนเป็นชาวสยามและไหนเป็นชาวลาว
เมื่อออกจากเชียงขวางเราก็ย่ำข้ามทุ่งนาซึ่งเป็นโคลนแฉะ ทำความลำบากให้แก่ช้างเป็นอันมากเจ้าสัตว์ตัวหนักคอยแต่จะจมแล้วก็ดิ้นขลุกขลัก จนกระทั่งชาวสยามผู้ฉลาดเฉลียวทำพื้นรองเดินให้สำเร็จเขาผ่าไม้ไผ่แล้วเอามาสานเป็นเสื่อปูลงบนโคลน และเจ้าช้างก็เดินไปบนสะพานเสื่อนี้ได้อย่างสะดวกสบายใจ และออกจะกตัญญูต่อความช่วยเหลือเหล่านี้อยู่ในที
. .
๑ " The Rat "
ลักษณะภูมิประเทศต่อไปก็เป็นเช่นเดียวกับที่เราเคยผ่านพบมาแล้ว มีทุ่งร้าง ไม่มีร่องรอยผู้คนอาศัย เราส่องกล้องวาดไปทั่วครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่พบจุดหมายใด ๆ
เมื่อตั้งค่ายพักใกล้ป้อมค่ายเก่าที่มีรอยไฟไฟไหม้เสร็จแล้ว เราก็ออกเดินบุกทรากหมู่บ้านที่มีเค้าว่าเคยรุ่งเรืองเจริญมาก่อน ไปดูวัดและเจดีย์หลายแห่งที่ถูกปล้น
ต่อจากเมืองฝาง เราพบหมู่บ้านและป้อมค่ายที่ถูกเผาวอดไปหลายแห่ง แสดงว่าชาวบ้านได้พยายามต่อต้านพวกฮ่อมาเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้นเอง แต่รั้วค่ายนั้นดูเหมือนมีอายุได้สัก ๒-๓ ปีมาแล้ว
เราไต่เนินเขาที่มีป่าคลุมทึบขึ้นไปสัก ๖๐๐ ฟุต พอใกล้จะถึงยอดก็พบเครื่องกีดขวางเก่าแก่และเห็นเมืองงัน (Ngan) ตั้งอยู่ที่เชิงเขา ลาดเข้าด้านทิศใต้ไม่มีต้นไม้เลยแม้แต่ต้นเดียว เมืองนั้นอยู่ที่ระดับสูงกว่า ๔,๘๐๐ ฟุต และอากาศก็สดชื่นชวนใจให้ร่าเริง แลเห็นบ้านเรือนตั้งอยู่เคียงกันเป็นหมู่ หมู่ละสองหรือสามหลัง ชาวบ้านกำลังดำนา พอเราเดินเช้าไปใกล้ พวกผู้หญิงก็หอบลูกวิ่งหนีพลางไล่ควายพลาง เห็นได้ชัดว่าคงจะคิดว่าเราเป็นฮ่อ แต่เราส่งคนล่วงหน้าไปบอก และปลอบใจให้กลับมาได้
ผู้นำของเมืองชื่อ ตาเมืองจัน (Ta Muang Chan) ออกมาแสดงตัวและเล่าเรื่องความเดือนร้อนให้เราฟังตั้งแต่ต้น
มีบาดหลวงฝรั่งเศสสองรูป อาศัยอยู่ที่เมืองงันมากกว่า ๑๐ เดือน เท่าที่ข้าพเจ้าพอจะจับเค้าได้ ดูเหมือนจะชื่อบาดหลวงจอน (John) กับบาดหลวงอันโตนิโอ (Antonio) นักทัศนาจรชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อ ด๊อกเตอร์ไนส์ (Dr.Neiss) เดินทางมาถึงก่อนพวกเรา ๑๖ เดือน เวลานั้นเจ้าขันติอยู่ที่นี้ด้วย ด๊อกเตอร์ไนส์มาถึงเมืองงันแล้วก็รีบส่งจดหมายไปยังพวกฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ และได้รับคำตอบมาโดยเร็ว ด๊อกเตอร์ไนส์ได้แจ้งแก่ชาวบ้านว่า พวกฮ่อยกทัพมาโจมตี ถ้าชาวบ้านยอมเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศสเขาจึงจะอยู่ช่วย เมื่อได้รับคำตอบว่าชาวบ้านไม่มีสิทธิจะยกดินแดนให้แก่ใคร เขาก็ขู่ซ้ำว่าเช่นนั้น ชาวบ้านจะต้องรับผิดชอบหากเขาถูกพวกฮ่อปล้นเอาข้าวของไป เมื่อชาวบ้านไม่ยอม แต่เสนอว่าจะช่วยเอาของของเขาไปซ่อนในป่าให้ แล้วจะนำมาคืนเมื่อพวกฮ่อถอยกลับไปหมดแล้ว เขาก็ขนของเข้าไปไว้ในบ้านหลังหนึ่ง ติดป้ายประกาศไว้หน้าประตูบ้านเป็นภาษาอานัมว่า ดินแดนนี้เป็นของอานัม และถ้าพวกฮ่อมาทำลายข้าวของของเขา เขาจะร้องทุกข์ต่อกษัตริย์อานัม ตอนที่พวกฮ่อยกมานั้น ด๊อกเตอร์ไนส์พาบาดหลวงทั้งสองรูปไปหนองคาย ชาวบ้านผู้เคราะห์ร้ายถูกปิดล้อม บ้านเรือนถูกเผาและปศุสัตว์ก็ถูกฆ่า ต่อสู้อยู่ได้สามวันทั้งเสบียงทั้งน้ำและอาวุธก็หมดลง จำต้องพ่ายแพ้และถูกเก็บภาษีอย่างหนัก พวกฮ่อทารุณกับชาวบ้านที่เคยสนิทสนมกับด๊อกเตอร์ไนส์เป็นพิเศษ หลังจากที่ยึดเอาปืนไปแล้วก็จุดไฟเผาบ้านพักของบาดหลวง ขนเอาเสื้อผ้าและหนังสือของด๊อกเตอร์ไนส์ไปโยนทิ้งกลางทุ่ง
๑๓. ตามลำน้ำโขง
เราเดินจากเมืองงัน พ้นเขตที่ราบสูงอันงามตาเข้าสู่ป่าทึบ มีทางเดินขรุขระสูง ๆ ต่ำ ๆ ค่ายพักของเราที่ตั้งขึ้นกลางไร่ข้าวโพดนั้นมีผู้หญิงและเด็ก ๆ ที่หลบหนีพวกฮ่อแวะเข้ามาบ่อย ๆ ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจมากที่ได้เห็นเด็ก ๆ ห้อยเหรียญรูปีไว้รอบคอต่างเครื่องประดับ อันที่จริงเหรียญรูปีเป็นเงินที่ใช้กันอยู่ในแถบนี้ พ่อค้าชาวต้องสู้จากพม่า ซึ่งหอบข้าวของเล็ก ๆ น้อย ๆ เร่ขายไปทุกแห่งเป็นผู้นำเข้ามาใช้ ออกจะมาน่าตกใจอยู่บ้างที่ได้รับรู้ว่ามีการค้าทาสด้วย เอาฝิ่นมาแลกกับหญิงชายที่พวกฮ่อจับตัวได้นั่นเอง
เราเดินทางต่อไปท่าตม (Ta Tom) ซึ่งพวกฮ่อที่ตีเมืองงันเดินทางต่อไปตีปล้นเสียแล้ว บ้านเรือนถูกเผาเกือบหมดเหลืออยู่เพียงสองหลัง ชาวบ้านถูกกวาดต้อนไปทุ่งเชียงคำมีมะพร้าวปลูกไว้มากมาย และเมื่อไม่มีใครเป็นเจ้าของ คนของเราก็เก็บกินกันเอกเกริกทีนี้ดูจะเป็นชุมชนสำคัญ มีทุ่งนากว้าง ระยะทางจากท่าตมถึงน้ำจัน (Nam Chan) พอจะเดินเรือได้ เราจึงเตรียมตัวจะไปทางนั้น
ช้างของเราได้ทำงานหนักมามาก เพาจึงตัดสินใจจะส่งมันกลับไปหนองคายหลังเปล่า เราผูกแพไม้ไผ่ขึ้น ล่องผ่านทิวมะพร้าวและที่ตั้งหมู่บ้านหลายแห่ง แต่ไม่ได้พบผู้คนเลย ระหว่างที่พักแรมคืนถูกพวกแมลงเล็ก ๆ รบกวนอย่างหนัก ส่วนใหญ่ก็คือยุงนั่นเอง
แม่น้ำช่วงนี้แคบ สองฟากฝั่งเป็นป่าทึบ แพของเรากระทบถูกแง่หินบ่อบครั้ง แก่งหลายแก่งผ่านได้ยากมากทีเดียว แต่ในที่สุดเราก็มาถึง บริคำ อลิคำ (Bori Kam Ali Kam) เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม เปลี่ยนจากแพเป็นเรือขุดลำเล็ก ๆ ที่นี่เป็นแหล่งชุมชนใหญ่ ญาติของเจ้าขันตีเป็นผู้ปกครอง
เราถ่อเรือตามลำน้ำโขงมาอย่างเบิกบาน ระดับน้ำกำลังสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเรามาถึงหนองคายในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม
ที่นั่นมีเรือมากมาย ดูเหมือนกำลังทำการค้ากันขนานใหญ่ พาหนะที่ใช้ขนส่งคือแพซึ่งส่วนมากยาวถึง ๖๐ ฟุต ลักษณะเหมือนรวงผึ้งลอยน้ำ ปรับปรุงให้เหมาะต่อการเดินทางอาจล่องลงไปถึงเขมราฐ แต่ต่อนั้นนไปมีแก่งน้ำเชี่ยวเกินกว่าจะผ่านไปได้
เราออกจากหนองคายในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ได้ยินเสียงฆ้องกลองแว่วมาจากวัดจังหวะฟังเพราะหู ฆ้องขึ้นนำแล้วกลองจึงตามสามลา แล้วแทรกเสียงฆ้องอีกลูกหนึ่งที่ระดับสูงกว่าลูกแรก กลองนั้นสูง ๔ ฟุต เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๑๒ -๓ ฟุต หน้างกลองใช้หนังดิบขึง
ที่เกาะแก่ง (Kaw Keng) ทางเริ่มลำบากมากขึ้น น้ำเชี่ยวกราก มีแก่งหินอยู่รอบด้านเห็นผิวพื้นมันวูบวาบเหมือนโลหะ เดี่ยวเขียวเรือง เดี่ยวเขียวดำเหมือนถ่าน เปลี่ยนไปตามคราบน้ำเกาะ ที่หนองเชียงแสน(Nawng Chieng San) มีห้วงน้ำที่แยกจากลำน้ำใหญ่ด้วย หาดทรายสีเงินและโขดหิน เป็นที่จับปลาได้มากในฤดู น้ำวนมีกระแสเชี่ยวมาก หลายครั้งระหว่างพยายามต้านแรงดูดเบื้องล่าง เราหลุดเข้าไปหมุนอยู่ในวนก่อนที่จะผ่านพ้นโขดหินข้างหน้าขึ้นไปได้
วันที่ ๒๑ พฤษภาคม เรามาถึงเชียงคาน (Chieng Kan) ได้อย่างลำบากยากเข็ญเรือลำหนึ่งล่มเสียที่แก่งจัน (Keng Chan) โชคดีว่ายังกู้คืนได้ กลางคืนก็มีพายุจัด คืนหนึ่งข้าพเจ้าฝันร้าย ตกใจตื่นเพราะพังงาเรือลำหนึ่งร่อนทะละหลังคาเรือเข้ามาตกปุลงบนอกเพื่อนของข้าพเจ้า คือ ลีโอโนเวนส์ นอนอยู่ในเรือที่เกือบจะชนเรือข้าพเจ้าล่มนั่นเอง แต่แม้ข้าพเจ้าจะแผดเสียงตะโกน เขาก็ยังหลบต่อไปได้ ข้าพเจ้าต้องผลักเรือลำนั้นออกไปด้วยความยากลำบาก กว่าจะทำได้ก็เปียกโชกเข้าไปถึงกระดูก ทีนี้ก็ไม่เหลือเครื่องคุ้มหัวกันฝนฟ้าอะไรอีกแล้ว หลังคาเรือที่โหว่รั่วเกินแรงซ่อม เช้าขึ้นข้าพเจ้าเลยเป็นหวัดอย่างแรง ยิ่งน่าโมโหมากขึ้นเมื่อนึกถึงว่าข้าพเจ้าได้เสนอแนะไว้ก่อนแล้วว่า ต้องไม่โยงเรือไว้ชิดกันเกินไป เผื่อว่าจะมีพายุ แต่เขาคงจะเลื่อนที่กันหลังที่กันหลังจากข้าพเจ้ากลับมานอน
หลังจากที่เปลี่ยนทั้งคณะคนเรือที่ปากลาย (Pak Lai) เราก็เดินทางต่อ ตอนนี้แม่น้ำไหลเป็นแนวตรงช่วงยาว กระแสเชี่ยวจัด มีแก่งหินใหญ่อยู่สองฟาก ภูเขาที่มีป้าคลุมทึบลาดลงมาจดขอบตลิ่ง แต่หมู่บ้านมีน้อยแห่ง เหนือแก่งหลวงซึ่งทั้งยาวและผ่านยากนั้นขึ้นไปจึงค่อยเดินทางสะดวกขึ้น และจากเหนือเมืองน่านขึ้นไปก็ค่อยมีหมู่บ้านมากแห่งขึ้นด้วย
คนสำคัญที่เราได้พบก็คือ คนทรง ประจำตัวเมืองหลวงพระบาง เขาเป็นคนฉลาดและมีตำแหน่งที่น่าอิจฉายิ่ง เพราะเจ้าเมืองผู้ชราจะไม่มีวันทำสิ่งใดก่อนที่จะได้ปรึกษาเขาเสียก่อน เมื่อถูกรียกมาเข้าทรง เขาจะเรียกร้องให้เตรียมการอย่างเต็มที่ ต้องมีเหล้าเถื่อนไม่จำกัดปริมาณ และต้องล้มควายด้วยตัวหนึ่ง หลังจากกินอาหารมื้อใหญ่ตบท้ายด้วยเหล้าอีกมาก แล้วเขาก็สะกดตัวเองให้เคลิ้มคลั่ง บิดเอี้ยวร่างกายไปต่าง ๆ บางทีก็ถึงน้ำลายฟูมปากด้วยความเหน็ดเหนื่อย ตอนนี้ก็ถือว่าผีเข้าแล้ว เริ่มตั้งคำถามได้ คำตอบของเขาถือเป็นเทวโองการทีเดียว การถามตอบนี้ดำเนินไปจนคนทรงฟุบหลับไปด้วยความเหนื่อยและเมา โดยมากคนแปลกหน้าจะถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมพิธี และแม้ว่าธรรมเนียมนี้จะค่อยจางลงไปมากแล้ว ชาวบ้านที่พอจะทำได้ก็จะหาคนทรงประจำตัวไว้สักคนหนึ่ง
ข้าพเจ้าหาคนเรือได้ไม่ครบ ในเมื่อคนทรงรายนั้นถือท้ายเรือได้ ข้าพเจ้าก็เอาเขาไปด้วย แม้เขาจะเตือนข้าพเจ้าว่ามีผีสิงเขาตามอยู่ก็ตาม เรื่องนั้นไม่เห็นสำคัญอะไร เขาถือท้ายเรือให้ข้าพเจ้าอย่างดีเยี่ยม จนเรามาถึงหลวงพระบางในค่ำวันที่ ๒๙ พฤษภาคม นับว่าเดินทางมาก่อนหน้านี้เพียงเดือน