บันทึกการสำรวจและบุกเบิกในดินแดนสยาม
(Surveying and exploring in siam)
เจมส์ แมคคาร์ธี (พระวิภาคภูวดล เจ้ากรมแผนที่คนแรก)
ร.อ.หญิง
สุมาลี วีระวงศ์ (ยศในขณะนั้น) เป็นผู้แปล
ลงตีพิมพ์ในวารสารแผนที่ ฉบับพิเศษ ครบรอบ 200 ปี กรุงรัตนโกสินทร์
คำนำ
ตลอดเวลาสิบสองปีที่ผ่านมา (ค.ศ. ๑๘๘๑ - ๙๓) ข้าพเจ้าวุ่นอยู่กับการรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบแผนที่ประเทศสยาม ซึ่งอาจใช้เป็นพื้นฐานสำหรับระบบการสำรวจระดับชาติได้ต่อไป เมื่อหวนรำลึกถึงกาลครั้งนั้น ทั้งงานหนัก ทั้งความรำคาญใจและอุปสรรคนานาประการที่เกิดขึ้นกีดขวางการทำงานด้วยแล้ว ก็อดเสียมิได้ที่จะรู้สึกแปลกใจที่ยังสามารถประสบความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้ ความเปลี่ยนแปลงที่บังเกิดในหน่วยราชการของสยามมีมาเสียจนกระทั่งผู้ที่เคยเห็นแต่สภาพในปัจจุบันจะไม่สามารถนึกฝันได้เลยว่าการทำงานในระบบเดิมนั้นเปลืองแรงกายแรงใจมากเพียงไร
เพื่อที่ว่า ผลงานช่วงเวลาสิบสองปีดังกล่าวจะได้อยู่ในที่ที่ปลอดภัย และเข้าใช้ได้ง่าย ข้าพเจ้าจึงได้มอบบันทึกให้ราชสมาคมภูมิศาสตร์เก็บรักษาไว้ บันทึกเหล่านี้ รวบรวมไว้แต่เหตุการณ์ และข้อสังเกตที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจความก้าวหน้าทางภูมิศาสตร์ทั่วโลก เป็นบันทึกข้อเท็จจริงที่ได้จากการทำงานอย่างไม่ย่อท้อต่ออันตรายที่เกิดมีขึ้นในบางคราว
กรมทำแผนที่ของสยามในปัจจุบันมีเจ้าพนักงานจำนวนมาก และได้เริ่มต้นงานสำรวจที่ดินตามแบบไปบ้างแล้ว โดยอาศัยแผนที่สำรวจมาตราส่วนใหญ่บริเวณใกล้เมืองหลวง และการสำรวจเบื้องต้นด้วยเข็มทิศและโซ่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทำสำเร็จไปแล้วนั้นเป็นเครื่องช่วย และแม้ว่าจะขาดลักษณะผจญภัยอย่างห้าวหาญเช่นนักสำรวจยุคบุกเบิกไปบ้าง ก็คงจะสามารถสร้างผลประโยชน์เชิงกิจปฏิบัติได้มากอยู่
ข้าพเจ้าหวังว่า ทั้งแผนที่และบันทึกทั้งปวงจะช่วยเพิ่มพูนความสนใจในประชาชนและประเทศที่น่าสนใจอย่างยิ่งอยู่แล้วนี้ และคงจะเป็นประโยชน์แก่นักเดินทางตามสมควรยิ่งกว่าอื่นใด ข้าพเจ้าหวังว่าผลงานนี้จะได้เป็นประโยชน์ต่อชาวสยามทั้งหลายด้วย
เจเอเอส. แมคคาร์ธี
ลอนดอน
๑ มิถุนายน ๑๘๙๘
๑. เริ่มงานที่ระแหง และกรุงเทพฯ
ในปี ค.ศ.๑๘๘๑ ข้าพเจ้าเริ่มเตรียมการทำแผนที่ทั่วไปสำหรับประเทศสยาม หลังจากต้องประสบเรื่องน่ารำคาญต่าง ๆ จนล่าช้าไปถึงสองเดือน ข้าพเจ้าจึงได้ออกเดินทางพร้อมกับกรรมาธิการชาวสยามสองนาย เพื่อไปสำรวจเส้นทางที่จะวางสายโทรเลขจากกรุงเทพฯ ผ่านระแหงหรือตากไปยังมะละแหม่ง
ชุดการสำรวจเขตแดนด้านตะวันออกของอินเดีย ได้กำหนดจุดยอดเขาทางตะวันตกของระแหง (Raheng) ไว้ด้วย จึงน่าที่จะระบุตำแหน่งของระแหงโดยงานชุดสามเหลี่ยมเล็กโยงยึดกับยอดเขาดังกล่าว กว่าจะทำสำเร็จข้าพเจ้าก็ต้องผจญภัยกับการกีดขวางจากเจ้าพนักงานสยามหัวเก่าเสียอ่อนใจ และต้องทำงานหนักเกินจ้ำเป็นไปมากทีเดียว
คงไม่จำเป็นที่จะต้องบันทึกวิธีการทำงานลงไว้อย่างละเอียด มีอยู่คราวหนึ่ง หลังจากบุกฝ่าข้ามเนินเขามาจนเหนื่อยอ่อน พอกลับมาถึงที่พักแรมคืนปรากฏว่ากระโจมที่พักหายเกลี้ยง เหลือแต่ร่องรอยพอให้รู้ว่าช้างเดินไปทางไหนเท่านั้น คนที่มากับข้าพเจ้าก็ไม่มีใครรู้ทาง และส่งภาษากันไม่รู้เรื่องด้วย ตกลงไม่มีหนทางอื่นนอกจากยึดแนวลำน้ำเป็นหลัก ไต่ตามหินลิ่นไปทั้งมืด ๆ บางทีบุกน้ำลึกถึงคอ เย็นเฉียบกว่าจะถึงที่พักได้ก็เลยเที่ยงคืน อีกคราวหนึ่ง คนที่ถือตะเกียงคอยส่องเวลาข้าพเจ้าทำการรังวัดอะซิมุทหอบตะเกียง (Referring Lamp) หนีหายไป ข้าพเจ้าต้องให้คนรับใช้ชาวอินเดียผู้ซื่อสัตย์ทูนตะเกียงไว้บนหัว ส่องแนวหาแผงตะเกียง โชคดีที่พบว่ายังอยู่ในที่เดิม
เมื่อกำหนดตำแหน่งของระแหงเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่มีงานอื่นนอกจากทำงานวงรอบไปยังเมืองกำแพง ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๔๐ ไมล์ แต่งานนี้มีอุปสรรคและมีคนขัดขวางมาก ทั้งไม่มีผู้ช่วงจึงเป็นอันว่าต้องละการแบ่งซอยเส้นวงรอบนั้นไว้ก่อน แต่จากกำแพง (Kampeng) ไปนครสวรรค์ซึ่งมีระยะทาง ๙๐ ไมล์นั้น ได้ทำงานวงรอบด้วยโซ่และเข็มทิศเสร็จเรียบร้อยแล้ว พอดีกับฝนเริ่มตกหนักน้ำท่วมทั่วไป ข้าพเจ้าไม่ถึงกับเจ็บป่วยเป็นแต่รู้สึกว่ามีอาการเหนื่อยล้าทางประสาทเนื่องจากความวิตกกังวล จึงจำต้องเดินทางกลับกรุงเทพ ฯ
ภูมิประเทศระหว่างระแหงกับมะละแหม่ง โดยมากเป็นเนินเขา สันปันน้ำสำคัญเป็นแนวตรงอยู่เพียง ๑๕ ไมล์ ทั้งสองเมืองติดต่อกันโดยตรงด้วยทางเดินเท้าตัดผ่านสันปันน้ำที่ระดับสูงกว่าสองพันฟุตสายหนึ่ง ทางสายอื่นใช้ได้แต่ในฤดูแล้ว เพราะมีหญ้าแห้งสำหรับพวกสัตว์ต่างที่ใช้ในการขนส่งอยู่มากกว่า
ที่มะละแหม่งมีการค้าขายมากอยู่ ทุกวันพอพ่อค้าชาวนาจำนวนมากจะผ่านมากเพื่อขนสินค้าจากแมนเชสเตอร์และเบอร์มิงแฮมไปขายถึงแดนไกลกันดารในสยาม
จากระแหงถึงนครสวรรค์เป็นพื้นที่ราบ เดินทางด้วยเกวียนได้ แต่ทางหลวงสายใหญ่นั้นคือแม่น้ำซึ่งกว้างถึงสองพันฟุตที่ระแหง ในฤดูแล้งน้ำเกือบจะแห้ง ตลิ่งทรายกว้างมีไม่ซุงก่ายกองนับร้อย ๆ ท่อนรอเวลาน้ำหลากคราวต่อไป
ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ หมู่บ้านที่อยู่ลึกเข้าไปในที่ดอนมีขนาดเล็ก จำนวนคนน้อย สายโทรเลขนั้นสร้างขึ้นไว้นานแล้ว แต่ส่วนที่อยู่ระหว่างระแหงกับชายแดนนั้นไม่ค่อยจะได้ซ่อมแซม เนื่องจากนิยมใช้สายโทรเลขจากบางกอก ผ่านกาญจนบุรีไปทวาย (Tavoy) มากกว่า
เมื่อกลับมาถึงบางกอก ประจวบกับกำลังมีงานเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบร้อยปีของราชวงศ์ปัจจุบัน และระลึกการสถาปนาบางกอกด้วย มีงานนิทรรศการแสดงผลงานต่าง ๆ ของชาวสยาม ปรากฏว่าประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง มีผู้คนมาร่วมชมงานมากมายเอิกเกริก
แต่ความหวังที่จะแสวงหาข้อมูลดิบให้เพียงพอสำหรับแผนที่ประเทศสยามนั้นยังดูออกจะมีมืดมน
ระหว่างนี้ พอดีถึงกำหนดเก็บภาษีต่างด้าวจากพวกชาวจีน มีผู้เสนอให้ทำการสำรวจมาตราส่วนใหญ่ในเขตสำเพ็งซึ่งเป็นบริเวณที่มีคนอยู่อาศัยหนาแน่นที่สุดในบางกอกนับว่าเป็นโอกาสอันดีสำหรับจะฝึกฝนหนุ่ม ๆ ชาวสยาม ในคูคลองแถบนั้นมีสิ่งตกจมถมทับจนตื้นเขิน กลิ่นเหม็นคลุ้ง ตรอกซอยแคบ ๆ คดเคี้ยว เหม็นอับเหลือทนทาน แต่ดูเหมือนชาวจีนก็อยู่ได้อย่างสบาย และดำเนินกิจการโรงเหล้า โรงยาฝิ่นกับสถานอบายมุขต่าง ๆ ไปทั้ง ๆ ที่มีขยะกองอยู่รอบ ๆ
บ่อยครั้งจะได้เห็นคนจีนหนุ่ม ๆ ถูกมัดมือด้วยเชือกติดกันเป็นพวง ๆ สักยี่สิบคนเห็นจะได้ เดินมาตามถนน มีเจ้าพนักงานสยามซึ่งไม่มีเครื่องแบบเฉพาะ แต่ถือไม้ท่อนโตเดินคุม พาไปเข้าคุกขังไว้จนกว่าจะมีมิตรสหายนำเงินภาษีมาจ่ายตามกำหนด เนื่องจากชาวจีนทั้งหมดล้วนแต่เป็นสมาชิกของสมาคมลับไม่แห่งใดก็แห่งหนึ่ง ดังนั้นไม่นานก็จะมีคนมาไถ่ตัวให้เป็นอิสระทุกรายไป ชนชาวจีนเป็นกลุ่มที่ต้องเสียภาษีน้อยกว่าชนต่างด้าวอื่น คือ เพียงสี่บาทต่อสามปี เปรียบเทียบความหนาแน่นกับสิงคโปร์ซึ่งมีประชากรหมื่นห้าพันคนแล้ว ก็เห็นจะพอกะคร่าว ๆ ได้ว่าบางกอกมีประชากรราวสามหมื่นคนซึ่งเป็นชาวจีนเสียเกือบครึ่งหนึ่ง
สมาคมลับต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลทั้งในและประเทศจีน ฮ่องกง และสหพันธรัฐมลายูพยายามจำกัดควบคุมอย่างเต็มที่นั้น กำลังเป็นปัญหาใหญ่สำหรับบางกอก ใน ค.ศ.๑๘๘๙ พวกเหล่านี้ได้ก่อการจลาจลกระทั่งทหารต้องออกมาปราบปราม
สมาคมเหล่านี้ บางสมาคมตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือชาวพื้นเมืองที่นับถือศาสนาคริสต์ โดยที่บาดหลวงชาวฝรั่งเศสเป็นเจ้ากี้เจ้าการรับสมาชิก มีอดีตพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาของผู้สำเร็จราชการคนก่อน แต่ภายหลังลาสึกแล้วแปลงรีตเป็นคริสต์เข้าสนับสนุนจนมีกำลังมาก เป็นผลให้เกิดมีสมาคมฝ่ายตรงกันข้ามขึ้นมาแข่งขันอีก ปัจจุบันมีอยู่สักหกสมาคมนอกกฎหมายที่กำลังรบกวนความสงบ และคุกคามความปลอดภัยของสังคม
ชนชาวจีนเป็นพ่อค้าโดยกำเนิด และชาวพื้นเมืองก็ชอบติดต่อค้าขายด้วยเป็นอันมาก ผลคือถนนแคบ ๆ ในบริเวณสำเพ็งซึ่งชาวยุโรปน้อยนักจะได้เข้ามาเห็นนั้นแออัดยัดเยียดไปด้วยกลุ่มคน ชายคาหน้าร้านยื่นออกมาจดกันกลางถนน ทำให้อากาศยิ่งร้อนอบอ้าว แม้แต่สำหรับชาวบ้านที่เดินสวนกันไปมาทั้ง ๆ ที่เปลือยครึ่งท่อน บางคนก็กำลังจะเอาของที่ขโมยมาได้ไปจำนำ อาจเป็นหมวกที่เพิ่งฉกจากหัวคุณมาเมื่อเย็นวานก็เป็นได้ บ้างก็ตรงแน่วไปศาลเจ้า เพื่อเสี่ยงเซียมซีหาเลขไปแทงหวยคราวต่อไปที่กะว่าจะทุ่มทุนหมดตัว หลังเที่ยงคืนไปแล้วจึงจะมีคนร้องบอกเลขหวยที่ออกไปตามถนน เสียงดังลั่นแข่งกับเสียงหมาจรจัดที่หอนโหยหวนน่าชัง บางครั้งคราวจะเห็นฝูงชนแตกกระจายเปิดทางให้ชายชาวจีนที่กวัดแกว่งดาบวิ่งมากลางถนน มีพรรคพวกตีฉาบกระหน่ำกลองติดตามมาเป็นพรวน นี่ก็พากันเข้าไปในศาลเจ้าเหมือนกัน ข้าพเจ้าลองไต่ถามดู พ่อคนรับใช้ชาวจีนก็ไม่ยอมอธิบาย พูดแต่ว่า "ชิงชิงเจา (Chin Chin Jo) ให้ทำ" ภายหลังจึงได้ความว่า นายคนแกว่งดาบนั้นต้องแสดงการทรมานกายต่าง ๆ ในกระบวนแห่ มีอาทินั่งบนคมดาบ กรีดหลัง หรือเอาอาบแทงทะลุแก้มคาไว้เป็นต้น
๒. ในป่าสักภาคตะวันตก
ระหว่างทำการสำรวจสำเพ็ง ข้าพเจ้าจำเป็นต้องเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปทำแผนที่ในบริเวณหุบแม่ทูนซึ่งเป็นแควของแม่น้ำปิง และเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเขตแดนที่กำลังเป็นปัญหาระหว่างเชียงใหม่กับระแหง ต้นเรื่องนั้นเกิดจากภาษีค่าต้นไม้สัก เจ้าพนักงานเมืองเชียงใหม่อุทธรณ์ว่าระแหงล้ำแดนเข้ามา แดนเมืองทั้งสองนี้ถือว่าแบ่งกันที่ลำธาร แต่ฝ่ายระแหงถือเอาลำน้ำสายหนึ่งในขณะที่เชียงใหม่ถือว่าต้องเป็นอีกสายที่อยู่ใต้ลงมาอีกสอบไมล์
ต้นน้ำแม่ทูน (Me Tun) เกิดจากเนินเขาที่มีป่าสักปกคลุมหนาทึบ ไหลลงทางใต้จนบรรจบน้ำแม่สะเมอ (Me Same) แล้วจึงเลี้ยวไหลขึ้นเหนือ ลงสู่แม่น้ำปิง (Me Ping)
การเพาะปลูกมีน้อย ประชากรก็น้อย โดยมากเป็นชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงซึ่งทำป่าไม่สักเป็นอาชีพ อย่างไรก็ดี ทรากเมืองทูน (Maung Tun) เก่าก็แสดงอยู่ว่าที่แห่งนี้เคยมีคนตั้งหลักแหล่งอยู่ถาวรมาแล้ว ตอนที่ข้าพเจ้าไปถึงผู้ที่ได้สัมปทานป่าสักเป็นชาวพม่า มีซุงถึงประมาณพันท่อนกองอยู่ในมะเรอรอหน้าฝนจึงจะล่องลงแม่ปิงได้ นายพม่าคนนั้นก็เช่นเดียวกับพ่อค้าพม่าทั่วไป กล่าวคือมีหนี้สินท่วมตัวทีเดียว กำลังรับประมูลเช่าช่วงสัมปทานป่า ดูเหมือนว่าบริษัทบอร์เนียวจะประมูลได้
ต้นสักนั้นต้องควั่น คือเฉาะโดยรอบลำต้นลึกประมาณสองสามนิ้วให้ต้นตายเสียก่อน ทิ้งไว้สามปีให้แห้งดีแล้วจึงโค่นลง จัดการขนส่งไปบางกอกด้วยความยากลำบากต่อไป
พวกกะเหรี่ยงทำตามธรรมเนียนของชาวเขาทั่วไป เมื่อโค่นต้นสักลงแล้วก็ถางที่ข้างเขาปลูกข้าว(ต่างพันธุ์กับที่ปลูกตามพื้นราบ) ยาสูบ ข้าวโพคอินเดีย และผัก สองสามปีดินจืดแล้วก็ย้ายหมู่บ้านไปถางที่ใหม่ ระวังแต่ไม่ให้ไปล้ำของเผ่าอื่นเป็นใช้ได้ อีกไม่นานก็จะวนกลับมาที่เดิมอีก พวกนี้เก่งงานป่าไม้ ในหุบแม่ทูนนี้คนงานป่าไม้เป็นกระเหรียงทั้งสิ้น
เมื่อข้าพเจ้าไปถึงหุบแม่ทูน หัวหน้าพวกกะเหรียงไม่อยู่ถูกเรียกตัวไประแหง ต้องดำเนินการมากมายหลายวิธีเพื่อให้ได้พบ คนที่จัดการเป็นผู้รับผิดชอบบริเวณชายแดน แต่เจ้าเมืองระแหงบอกว่า เป็นฆาตกร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายอังกฤษที่อยู่แดนต่อแดนรู้จักในฐานะหัวหน้าโจร
ข้าพเจ้ามีแต่คนรับใช้ชาวจีนคนเดียวเดินทางไปด้วย จึงออกจะยากลำบากขลุกขลักอยู่มิใช่น้อย เริ่มแรกที่เดียวทั้งช้างและครวญพากันหนีหายไป พวกหัวขโมยกลั่นแกล้งมายิงปืนขู่อยู่รอบๆ ที่พักเวลากลางคืน โชคดีที่ข้าพเจ้าเป็นไข้เสีย ไม่อย่างนั้นคงได้ทำอะไรที่รุนแรงลงไปบ้างเป็นแน่ ในทีสุดเมื่อหาช้างได้เชือกหนึ่ง ก็ปรากฏว่าเบาะที่นั่งแสนจะสกปรก เหม็นคลุ้งเหลือทนทาน เมื่อยังตั้งใจจะไปต่อข้าพเจ้าก็ต้องเดินทางเท้าฝ่าแดดไปทั้งๆที่กำลังไข้ขึ้น การที่ต้องย่ำบุกน้ำเสมอๆ ทำให้รองเท้าเปื่อยจนยุ่ย ต้องเดินเท้าเปล่าทางเดินหรือก็ขรุขระเป็นโขดหิน ค่ำลงแล้วจึงได้หยุดพักริมลำธาร เหนื่อยหมดแรง เท้าหรือก็แตกยับเยิน
คนอื่น ๆ เดินตามรอยเท้าข้าพเจ้ามา กว่าจะถึงก็จวนเที่ยงคืน ข้าพเจ้ากำลังนอนแผ่ เจ็บปวดรวดร้าวไปหมดทั้งตัว ต้องหามกันเข้าไปที่ระแหง เคราะห์ดีที่ได้พบนายสตีเวนสัน (Mr.Srtevenson) พ่อค้าไม้ใจดีช่วยดูแลรักษา แต่เป็นอันว่าความไข้เข้ามาเกาะกุมตัวข้าพเจ้าไว้อย่างมั่นคงนับแต่นั้นมาเหมือนเป็นเพื่อนสนิทอยู่ด้วยกันประจำทั้งตาปี
๓. ในคาบสมุทรมลายู สงขลาและตานี (Singora & Tani)
เพิ่งจะหายไข้ได้ไม่นาน ข้าพเจ้าก็ต้องออกเดินทางไปยังคาบสมุทรมลายู เพราะตอนนั้นเกิดปัญหาเรื่องเขตแดนระหว่างเปรักซึ่งเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษ กับปัตตานีแต่การกำหนดเขตแดนที่เป็นปัญหานั้นทำได้โดยยาก เพราะข้อเสนอฝ่ายมลายูระบุถึงดินแดนในสภาพที่เคยเป็นอยู่เมื่อสี่สิบห้าปีมาแล้ว เนื่องจากไม่เคยได้รับรู้ว่ารัฐบาลสยามได้จัดแบ่งเขตการปกครองรัฐปัตตานีออกเป็นเจ็ดรัฐย่อย ดังจะได้กล่าวถึงต่อไปข้างหน้า บริเวณที่เกิดวิวาทกันนั้นอยู่ในรัฐรามัน (State of Raman)
เมื่อเตรียมการเบื้องต้นเสร็จแล้ว นายยอร์ช บุช (Mr.George Bush) ร่วมเดินทางไปกับข้าพเจ้าด้วย เราลงเรือชื่อ แนโรว์ บีม ("Narrow Beam") พร้อมกับกรรมาธิการฝ่ายสยาม พระยาพิไชยสงคราม กัปตันเรือเป็นลูกครึ่งเขมร - มาเลย์ ซึ่งเพิ่งจะขอลาไปแสวงบุญที่เมกกะแล้วไม่ได้รับอนุญาต จึงออกจะอารมณ์ไม่สู้จะดีนัก เขาออกตัวว่าไม่รู้จักฝั่งตะวันตกของอ่าวไทยเลย มีอยู่แต่แผนที่เดินเรือแถบชายฝั่งโนวา สโกเชีย
เราพบว่าไม่อาจเข้าห้องพักในเรือได้เพราะลูกกุญแจอยู่ในพระราชวัง เป็นอันว่าต้องรอนแรมกันไปบนดาดฟ้าซึ่งไม่มีที่คุ้มแดดคุ้มฝนสักเท่าไร ในเมื่อกัปตันชาวมาเลย์ยืนยันว่าไม่รู้จักเส้นทางชายฝั่งตะวันตก ก็จำเป็นต้องตัดไปทิศตะวันตกของประภาคารทอดสมอตอนกลางคืน และใช้จักรเดินเลียบฝั่งไปตลอดวัน
แนวชายฝั่งของสยามงดงามยิ่งยวด แต่ความรู้สึกชื่นชมมักจะลดลงเมื่อได้รู้ว่าในแถบถิ่นภูเขาที่ปกคลุมด้วยป่าทึบนั้นมีความไข้ระบาดอยู่ทั่ว เทือกเขาสามร้อยยอดเป็นภาพงามตา กอร์ปด้วยหินปูน แต่ไม่มีผู้อาศัยอยู่แม้แต่คนเดียว และบรรดานักเดินทางก็ยังจำกันได้อยู่ว่า พระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลก่อนต้องสิ้นพระชนม์ด้วยความไข้หลังจากเสด็จพร้อมเหล่านักดาราศาสตร์ชาวยุโรปมารังวัดสุริยุปราคาเต็มดวงที่ชายฝั่งฟากนี้ใน ค.ศ.๑๘๖๗
เราทอดสมอที่ชุมพร อันอาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของคาบาสมุทรมลายู อ่าวเล็ก ๆ นั้นระกะด้วยโขดหินที่มีหอยนางรมเกาะเต็ม ทิวมะพร้าวและทุ่งหญ้าเป็นที่หมายเขตหมู่บ้าน
ก่อนที่ข้าพเจ้าจะมาถึงไม่กี่เดือน วิศวกรชาวฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่งได้เดินทางมาแถบนี้เพื่อสำรวจหาที่สำหรับขุดคลองเดินเรือตัดผ่านคาบสมุทร จุดที่สูงสุดในเส้นทางอยู่ที่ระดับ ๒๕๐ ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล
วันที่ ๑๕ มิถุนายน เราทอดสมอจอดนอกฝั่งสงขลา พักอยู่ที่นั่นสามวันรอผู้รักษาการเจ้าเมืองซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการด้วย ตอนที่ไปถึงฝั่งนั้นพอดีกำลังมีงานมหรสพ เนื่องในการศพพรยาสุนทรา (Pia Suntara) ๑* ทุกแห่งหนดารดาษด้วยธงทิว กีฬาการแข่งขันก็มีสารพัด รวมทั้งการแข่งขันชกมวยแบบพื้นเมือง ตามกฎนั้นยอมให้เตะได้เต็มที่และก็เห็นเตะกันอย่างคล่องแคล่ว เหวี่ยงเท้าจับเปาะเข้าที่คางฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรงน่าทึ่งทีเดียว ยังมีการชนควายอีกอย่างหนึ่ง เจ้าของเสี้ยมปลายเขาจนแหลมขึ้นเงาวับ ล่อให้เข้าประกันท่ามกลางคนดูที่ตื่นเต้นสนุกสนาน ตะโกนโห่ร้องกันทุกคราวที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้มลงเลือดอาบ
ผนังด้านหนึ่งของห้องรับรองในจวนเจ้าเมือง มีรูปสลักนูนทำด้วยทองแดง เป็นฉากยึดเมืองสงขลา ปู่ของเจ้าเมืองคนปัจจุบันมาจากเอ้หมึงระยะเดียวกับการสถาปนาบางกอก และได้เข้าโจมตียึดเมืองสงขลาจากชาวมาเลย์พื้นเมืองอย่างง่ายดาย แถบชายฝั่งคาบสมุทรนี้ทั้งฟากตะวันตกและตะวันออกของตอนเหนือ ล้วนตกเป็นเหยื่อของนักผจญภัยชาวจีนที่มาถึงโดยทางเรือแทบทั้งสิ้น
.
๑* ตัวสะกด P'ia ผู้เขียนใช้สำหรับพระและพระยา โดยมิได้แยกให้ต่างกัน
ดินแดนสยามในคาบสมุทรมลายู ที่มีผู้ปกครองเป็นชาวมาเลย์ได้แก่ มณฑลเกดะหรือไทร กลันตัน ตรังกานู และปัตตานีที่แบ่งออกเป็น ตานี หนองจิก ยะลา ยะหริ่ง สายระแงะ และรามัน๒* ซึ่งทุกเมืองเหล่านี้ส่งต้นไม้เงินทองผ่านเจ้าเมืองสงขลาไปยังกรุงบางกอก แต่สามรัฐแรกนั้นส่งไปเองโดยตรง
เราเดินเรือจากสงขลาไปปัตตานี ทอดสมอห่างฝั่งแล้วใช้เรือแคนูท้องแบนพายขึ้นไปตามลำน้ำปัตตตานีจนกระทั่งถึงเมืองที่คนจีนอยู่ มีบ้านเรือนหลายหลังปลูกรวมกันเป็นกลุ่มอยู่ในกำแพงอิฐสูง ซึ่งแวดล้อมบริเวณกว้างประมาณ ๒๐๐ ฟุต และยาว ๖๐๐ ฟุต
วังของราชาอยู่เหนือขึ้นไปตามลำน้ำประมาณไมล์ครึ่ง แต่องค์ราชาซึ่งยังหนุ่มพระชนม์ราวยี่สิบพรรษาเสด็จไปอยู่เสียที่กลันตัน เพื่อทำพิธีอภิเษกสมรสกับธิดาเจ้าผู้ครองแคว้นนั้น
มีบริเวณกว้างอยู่แห่งหนึ่ง เป็นที่ปลูกข้าวมาก่อน แต่ตอนที่ผ่านเห็นปศุสัตว์พันธุ์ดีกำลังกินหญ้าอยู่เป็นฝูง ที่น่าแปลกใจคือเห็นมีแกะอยู่ด้วยหลายตัว ค้านกับที่ข้าพเจ้าเคยเชื่อมาก่อนว่าที่ใดไผ่งอกงามแกะจะเลี้ยงไม่รอด กิจการค้าขายทั้งหมดอยู่ในมือของคนจีนซึ่งขยันขันแข็ง สินค้าหลักได้แก่ตะกั่ว ดีบุก งาช้าง หนังสัตว์และยาง ฝิ่นนั้นสูบกันทั่วไปทั้งคนชั้นสูงและชั้นต่ำทีเดียว
การทำงานสำรวจร่วมกับกรรมาธิการชาวสยามหัวโบราณนับว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งทุกคนที่เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้าล้วนแต่ไม่ไว้วางใจ และแสดงความฉลาดหรือทดสอบความอดทนของข้าพเจ้าด้วยการพยายามขัดขวางการทำงานซึ่งจำเป็นต้องปรับให้เข้ากับสภาพการณ์ในเมื่อเส้นเขตแดนของประเทศที่ต้องทำเกือบจะเป็นแนวเหนือใต้ ข้าพเจ้าจึงถือโอกาสรังวัดละติจูด กำหนดอิซิมุทของเส้นที่ทอดไปยังยอดเขาสำคัญ และทำการสำรวจเส้นทางในระหว่างด้วย
๔. คาบสมุทรมลายู - งานในรามัน
ป่านั้นหนาทึบมาก และริมฝั่งน้ำก็ดูราวกับว่าไม่มีทางจะฝ่าเข้าไปได้ เนื่องจากเครือเถาหวายที่มีใบเขียวเข้มรูปเหมือนใบปาล์ม ขึ้นเกี่ยวพันต้นไม้ต่าง ๆ เป็นซุ้มเซิงไปหมดบุชกับข้าพเจ้านั่งเรือลำเล็กถ่อค้ำทวนกระแสน้ำอันไหลแรงของแม่น้ำปัตตานีขึ้นไปเรื่อย ๆ ค่ำลงก็เหเรือเข้าเกยหาดที่พอจะใช้เป็นที่ทำครัวได้ หาไม้สามท่อนมาปักลงเป็นที่แขวนหม้อ จุดไฟเข้ากับเชื้อเพลิงซึ่งหาได้ง่ายจากบริเวณใกล้มือนั้นเอง เอามากองใต้ไม้ค้ำ เราตั้งกระโจมพักขึ้นได้ในไม่กี่นาที ใช้หินก้อนกลม ๆ จากในลำธารนั้นเองต่างหมุดกันมิให้เคลื่อนที่ได้ รุ่งขึ้นก็กินอาหาร เก็บกระโจมและออกเดินทางก่อนแสงตะวันส่อง
เรามาถึงท่าซับ (Ta Sap) อันเป็นสถานีเก็บภาษีของราชาเมืองยะลา ที่นั่นมีเรือนสภาพดีอยู่หลายหลัง ซึ่งบุชกับข้าพเจ้ายึดเป็นสำนักงานเสียหลังหนึ่ง การที่ทำเช่นนั้นออกจะดีอยู่ เพราะแม้เราจะเตรียมการล่วงหน้าอย่างดีโดยส่งคนล่วงหน้ามาเตรียมการเดินทางแล้วการก็ปรากฏว่ายังไม่มีอะไรพร้อมเลย และเราก็จำเป็นต้องถ่วงเวลารออยู่
ใกล้ ๆ ท่าซับมีถ้ำทีน่าสนใจสองสามแห่ง อยู่บนเขาหินปูนสูงชันซึ่งมีทะเลสาบน้ำเป็นโคลนขุ่นล้อมรอบ และมีบัวขึ้นอยู่หลายชนิด ที่ตีนเขาข้ามสะพานทุ่นไม่ไผ่เข้าไปแล้วนั้นมีกุฏิพระหลายหลัง ในคาบสมุทรมลายูนี้วิธีการเดินทางที่เป็นสามัญก็คือนั่งไปบนหลังช้างโดยผูกเบาะคู่ มีหนังดิบรองใต้เบาะสองสามชั้น เมื่อข้าพเจ้าจะไปดูถ้ำก็ต้องหาช้างมาเชือกหนึ่งสำหรับข้ามน้ำ ตัวเองนั่งบนเบาะข้างหนึ่ง อาฟุก (Ah Fuk) คนรับใช้ชาวจีนนั่งบนเบาะอีกข้างหนึ่งเป็นการถ่วงน้ำหนักในตัว พอดีเกิดมีคนมายิงปืนที่ใกล้ ๆ นั้น ช้างตื่นวิ่งเตลิดออกไปกลางทุ่ง ครั้นหยุดได้ข้าพเจ้าถามอาฟุกว่าใครยิงปืน เขาชี้ไปที่คนเชื้อชาติเดียวกันคนหนึ่ง ปากก็ว่า "ไอ้เจ๊กผีนั่นไงยิง"
ข้ามทะเลสาบไปได้แล้ว เราก็ลงจากช้าง เข้าไปในถ้ำซึ่งมีความยาว ๑๘๐ ฟุต และสูง ๕๐ - ๖๐ ฟุต มีหินงอกหินย้อยงดงามดังที่จะได้พบในถ้ำหินปูนทั่วไป นอกนั้นยังมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์หนึ่ง เป็นหินสลักประกอบปูน และพระพุทธรูปนั่งอีก ๑๙ องค์ ซึ่งเป็นฝีมือในสมัยปัจจุบัน ถ้ำมืดที่อยู่ติด ๆ กันมีค้างคาวชุม คนมาเก็บขี้ของมันไปขายเสมอเมื่อยืนอยู่หน้าถ้ำจะได้เห็นภูมิประเทศกว้างไกล หมู่บ้านเล็กเรือนน้อยเห็นเป็นหย่อมอยู่ไร ๆ ระหว่างสวนผลไม้ มะพร้าว หมาก แวดล้อมด้วยผืนนากว้างมีคันแบ่งเป็นแปลงใหญ่ และทิวเขากั้นอยู่สุดสายตา
วันที่ ๔ กรกฎาคม เราเคลื่อนย้ายไปยังโกตาบารูอันเป็นที่พำนักของราชาเมืองรามัน ซึ่งมีชื่อเสียงว่าเป็นนักกีฬาตัวเอ้ ใช้เวลาเดิน ๔ ชั่วโมง เหนือโกตาบารูขึ้นไปคือเขาสูงประมาณสี่พันฟุต ชื่อเขาบลินเยา (Blinyaw) มีป่าทึบปกคลุมจนถึงยอด ข้าพเจ้าเตรียมการจะขึ้นเขาเพื่อไปบุกเบิกถากถาง ราชาทรงมอบพรานคู่พระทัยสองคนให้เป็นเพื่อนเดินทาง และยังมีคนงานชาวมลายูอียี่สิบคน ทุกคนมีขวานประจำมือ ช่วงแรกที่เริ่มปีนเขานั้นป่าทึบเสียจนมองอะไรไกลตัวไม่เห็น หนทางก็ขรุขระขึ้นสูงลงต่ำน่าเวียนหัวสำหรับนักไต่เขามือใหม่ นึกว่าขึ้นถึงยอดเขาแล้วเป็นหลายครั้ง แต่เมือถึงพลบค่ำปรากฏว่ายังอยู่แค่เพียงลาดเขาเท่านั้นเอง
เราถางที่ริมธารน้ำใส ตั้งกระโจมสำหรับพักแรมคืน พฤกษชาติในบริเวณนั้นมีนานาพันธุ์ รวมทั้งเฟิร์นหลายชนิด ตั้งแต่ใบเล็กละเอียดจนเป็นต้นสูงลิ่ว นกก็มีมากมายสำหรับนกยูงใหญ่นั้นเห็นบิดผาดหนีไปไม่น้อยกว่าครั้งหนึ่ง ชะนีส่งเสียงไทยสลับกับเสียงนกหัวขวานคล้ายเจาะไม้เป