Home Forum Download Account
สมาคมสำรวจระยะไกลและสารสนเทศภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย
resgat.net :: ดูกระทู้ - ประวัติศาสตร์ กัมพูชา
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

ประวัติศาสตร์ กัมพูชา

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    resgat.net หน้ากระดานข่าวหลัก -> ความเป็นมา-ประวัติศาสตร์
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
admin
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005
ตอบ: 100

ตอบตอบ: 20/11/2011 9:53 am    ชื่อกระทู้: ประวัติศาสตร์ กัมพูชา ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ต้นกำเนิดของชาวกัมพูชายังเป็นประเด็นโต้แย้งกันอยู่ในหมู่นักวิชาการ บ้างก็ว่าพวกเขามีถิ่นฐานเดิมอยู่ทางตอนใต้ในประเทศมาเลเซียและดินโดนีเซียปัจจุบัน บ้างก็ว่ามาจากทางตอนบนบริเวณภาคใต้ของจีนแผ่นดินใหญ่ จึงน่าจะมีความเกี่ยวโยงกับชนเผ่าไทและจีนอยู่บ้าง ความจริงชาวกัมพูชาในปัจจุบันก็เป็นผลิตผลของการปะปนทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลายอย่างยิ่งอยู่แล้ว

เป็นที่ทราบกันว่า เมื่องราว 4,000 ปีก่อนมีชนชาติหนึ่งซึ่งไม่ปรากฎที่มาแน่ชัด เข้ามาอาศัยอยู่ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงและแม่น้ำบาซัก เชื่อกันว่าชนกลุ่มนี้น่าจะเป็นหนึ่งในบรรพบุรุษของชาวกัมพูชาในยุคปัจจุบัน

แม้เรื่องราวของชนกลุ่มดังกล่าวยังคงเป็นปริศนาอยู่แต่ก็พอจะแน่ใจได้ว่าพวกเขาจะต้องรู้จักทำภาชนะดินเผาเอาไว้ใส่น้ำ หมักเหล้าจากน้ำตาลสด และหาปลามาทำปลาแห้งเก็บไว้กิน เนื่องจากป่าแถบนี้มีน้ำท่วมถึงทุกปี ผู้คนจึงต้องสร้างที่พักอาศัยเป็นเรือนใต้ถุนสูง ไม่ต่างจากชาวกัมพูชาส่วนใหญ่ในปัจจุบัน

ที่นี่มีปัจจัยซึ่งเอื้ออำนวยต่อการตั้งชุมชนเกษตรกรรมในทุกๆ ด้าน ในนำมีปลา ในนามีข้าว การเดินทางสัญจรทั้งในและนอกเขตหมู่บ้านใช้เรือขุดแบบโบราณเป็นพาหนะ ยิ่งไปกว่านั้น ยังอยู่ใกล้ทะเลจีนใต้และไม่ไกลจากเส้นทางการค้าระหว่าง จีน เอเชียใต้ และตะวันออกกลางนัก ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเกื้อกูลต่อการพัฒนาอารยธรรมให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป โดยพัฒนาการดังกล่าวได้เริ่มปรากฎขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 เป็นต้นมา


อาณาจักรยุคแรก
อาณาจักฟูนัน (ศตวรรษที่ 1- 6 ) เป็นอารยธรรมที่เจริญขึ้นในยุคแรกๆ แต่แทบจะไม่เหลือร่อยรอยใดๆ ไว้ นอกจากซากปรักหักพังของเมืองออกแก้ว ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่อยู่ลึกเข้าไปในเขตจังหวัดอันยางทางภาคใต้ของประเทศเวียดนาม ออกแก้วเป็นเมืองท่าทางการค้าที่เจริญขึ้นช่วง ค.ศ. 100 ถึง 400 ก่อนที่จะเสื่อมอำนาจลง การขุดสำรวจทางโบราญคดีพบหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการติดต่อค้าขายกับกรุงโรม ตะวันออกกลาง อินเดีย เอเชียอาคเนย์ และจีน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ อาณาจักรฟูนันนับเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าแถบชายฝั่งทะเลของทวีปเอเชียในยุคนั้น


เขมรเรืองอำนาจ
ในราว ค.ศ. 500 อาณาจักรฟูนันเสื่อมอำนาจลงด้วยสาเหตุใดซึ่งไม่ทราบแน่ชัด บางทีอาจเป็นเพราะในต้นศตวรรษนี้ชาวอาหรับได้ค้นพบลมมรสุม ซึ่งช่วยให้เดินเรือข้ามมหาสมุทรได้โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดเส้นทางการเดินเรือให้อยู่แต่เฉพาะตามแนวชายฝั่งเช่นที่เคยเป็นมา แต่น่าแปลกที่เศรษฐกิจการค้าของฟูนันกลับไม่เติบโตขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น พร้อมๆกันนั้นชาวเขมรก่อได้ก่อตั้งอาณาจักรขึ้นใกล้ๆ กับจุดที่แม่น้ำโขงกับแม่น้ำซาปไหลมาบรรจบกัน ณ บริเวณที่ตั้งของกรุงพนมเปญปัจในปัจจุบัน และปรากฎชื่อในจดหมายเหตุของจีนว่า อาณาจักรเจนละ ราษฎรพูดภาษาตระกูลมอญ - เขมร และรับวัฒนธรรมความเชื่อทางศาสนามาจากอินเดีย

จารึกภาษาเขมรที่เก่าแก่ที่สุดนั้น มีอายุนับย้อนกลับไปถึง ค.ศ. 611 ในขณะที่จารึกภาษาสันสกฤตที่เก่าแก่ที่สุดของภูมิภาคนี้ปรากฏขึ้นหลังจากศักราชดังกล่าวเพียงสองปีเท่านั้น เดวิด แชนด์เลอร์ สรุปจากจารึกเหล่านี้และจารึกที่พบในสมัยหลังว่า สังคมกัมพูชาในยุคต้นๆ แบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม คือ ชนชั้นที่รู้ทังภาษาสันสกฤตและเขมร กับชันชันที่รู้แต่ภาษาเขมรเพียงอย่างเดียว

การแบ่งแยกระหว่างคนสองกลุ่มนี้มิได้หมายความถึงแต่ทางด้านภาษาเท่านั้น แต่ยังแบ่งด้วยว่ากลุ่มหนึ่งเป็นพวกทำนาปลูกข้าว ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งไม่ใช่ แชนด์เลอร์เห็นว่า "ไม่ว่าใครก็ใฝ่ฝันที่จะยกตนเองขึ้นให้พ้นจาก กลิ่นโคนสาบควาย ทั้งนั้น แต่คนที่ทำได้สำเร็จกลับมีอยู่น้อยยิ่งนัก" ชาวเขมรส่วนใหญ่จึงหนีไม่พ้นงานหนักในท้องทุ่ง ต้องทำนาปลูกข้าวและเป็นฐานรองรับชนชั้นปกครองที่มีอยู่เพียงหยิบมือเดียว ด้วยการส่งส่วยสาอากรให้ในรูปของผลผลิตทางการเกษตรที่เกินมา ในทางกลับกัน ชนชั้นปกครองก็มีหน้าที่ในการบริหารงานแผ่นดินให้เป็นระบบระเบียบ ซึ่งเป็นพื้นฐานอันสำคัญยิ่งต่อการสร้างเมืองพระนครขึ้นในสมัยต่อมา

แชนด์เลอร์คาดว่าอภิสิทธิ์ชนในสังคมกัมพูชายุต้นน่าจะมีอยู่ราวสิบเปอร์เซ็นต์ชองประชากรทั้งหมด โดยประกอบขึ้นจากพวกอาลักษณ์ ช่างผีมือ นางห้าม ศิลปิน เสนาอำมาตย์ พราหมณาจารย์ ราชสกุล พระญาติวงศ์และขุนศึกทั้งหลาย สังคมเขมรจึงแบ่งออกเป็นสามระดัย คือ พระมหากษัตริย์และวังหลวงอยู่บนส่วนยอด ส่วนกลางประกอบด้วยวรรณะต่างๆ ที่ไม่ต้องทำงานในไร่นา และชาวนาเป็นฐานรองรับโครงสร้างข้างต้นทั้งหมด


เขมรสมัยพระนคร
ประวัติศาสตร์สมัยพระนครเริ่มต้นขึ้นในราว ค.ศ. 800 จนมาสิ้นสุดลงในราวปี 1431 แต่ก่อนหน้าการสถาปนาเมืองพระนครขึ้นเป็นเมืองหลวงนั้น ชาวเขมรได้เข้ามาอาศัยอยู่ในแถบนี้เนิ่นนานแล้ว และเมื่อมีการย้ายเมืองหลวงลงมายังกรุงพนมเปญในเวลาต่อมา เมืองพระนครก็ไม่ได้ถูกทิ้งร้างไปเสียทีเดียว ช่วงหกร้อยปีนี้ถือเป็นยุคที่กัมพูชาเรืองอำนาจ และมีอิทธิพลสูงสุดในเอเชียอาคเนย์ และืถือเป็ยยุคทองของศิลปวัฒนธรรมเขมร

ผู่ก่อตั้งเมืองพระนครคือพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 แต่เรื่่องราวของพระองค์ไม่มีปรากฏอยู่ในจารึกที่ร่วมสมัยเดียวกันเลย กลับมาปรากฏอยู่ในจารึกสมัยศตวรรษที่ 11 หรือสองร้อยปีหลังสิ้นรัชสมัยของพระองค์ไปแล้ว ข้อความในจารึกระบุว่า ในวัยหนุ่มพระองค์ประทับอยู่ที่ชวา และเสด็จคืนสู่กัมพูชาในปลายศตวรรษที่ 8 ทรงท่องไปทั่วเขมร จากพนมเปญไปจนถึงราชธานีเก่าที่สมโบร์ไพรกุก ก่อนตั้งมั่นลงในแถบเมืองอนินทิตปุระทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลสาบหลวง ทรงประกาศตนเป็นเทวราชาหรือจักรวารทิน (กษัตริย์แห่งจักรวาล) ตามแนวคิดที่นำผู้ปกครองไปผูกไว้กับพระศิวะในศาสนาฮินดู แม้จารึกที่พบจะมีอยู่ไม่กี่หลัก แต่เห็นชัดว่าพระองค์จะต้องเป็นเชื้อสายกษัตริย์ และทรงพระปรีชาในหลายด้าน รวมทั้งด้านการศึกสงคราม ตลอดรัชกาลทรงทำศึกหลายครั้ง แม้ว่าอำนาจส่วนใหญ่จะทรงได้มาโดยการผูกไมตรี การแต่งงาน และการนบนอบมอบแผ่นดินให้ก็ตาม

พระเจ้าชัยวรมันทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ จารึกหลักหนึ่่งระบุว่า อาณาจักรของพระองค์แผ่ไพศาลไปถึง จีน จามปา มหาสมุทร และดินแดนแห่งกระวานกับมะม่วง(อาจหมายถึงภาคกลางของไทย) นั่นเป็นการกล่าวยกยอเกินจริง เพราะดินแดนตอนเหนือของเขมรไม่เคยขยายไปไกลถึงประเทศจีนเลย แต่เป็นไปได้ว่าทรงมีอิทธิพลเหนือดินแดนประเทศกัมพูชา ครอบคลุมไปถึงภาคตะวันออกของไทย ภาคใต้ของลาว และเขตดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนามในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้จึงทรงได้รับยกย่องให้เป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรที่เป็นปึกแผ่นของกัมพูชาขึ้นเป็นแห่งแรก โดยมีเมืองหริหราลัยเป็นเมืองหลวง ปัจจุบันคือที่ตั้งกลุ่มโบราณสถานร่อลวย ซึ่งอยู่ถัดจากเสียมราฐมาทางตะวันออกเฉียงใต้ 13 กิโลเมตร จัดเป็นหมู่ปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดในเขตเมืองพระนคร

พระเจ้าชัยวรมันทรงมีเชื้อสายปกครองเมืองพระนครสืบต่อมาอีกว่า 30 พระองค์โดยใช้สร้องพระนามว่า วรมัน(ภาษาสันสกฤต แปลว่าเกราะ) ทั้งหมด แต่ใช่ว่าจะยิ่งใหญ่และมีพระนามเลื่องลือทุกพระองค์ บางพระองค์ที่ประสพความสำเร็จได้ทิ้งจารึกไว้หลายหลัก ซึ่งยังสร้างความทึ่้งแกมพิศวงให้ได้จนตราบเท่าทุกวันนี้

ลำดับกษัตริย์กัมพูชา ยุคเมืองพระนคร

ชัยวรมันที่ 2
๑๓๔๕-๑๓๙๓
ทรงสร้างนครหลวง ที่ หริหราลัย , พนมกุเลน
ชัยวรมันที่ ๓
๑๓๙๕ – ๑๔๒๐
ราชาผู้อุปถัมภ์ลัทธิเทวราชา,วิษณุโลก
อินทรวรมัน
๑๔๒๐ – ๑๔๓๒
ปราสาทพระโค(เดิมชื่อปรเมศวร) บาราย, ปราสาท บากอง
ยโศวรมันที่ ๑
๑๔๓๒ – ๑๔๕๓
ปราสาทพนมบาเก็ง,โลเลย,บาแคง,พนมกรอม,พระวิหารฯลฯ


ทรงสร้างปราสาทมากถึง ๑๐๐แห่ง
หรรษาวรมัน 1
๑๔๔๓-๑๔๘๗
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
อิศานวรมัน ที่ 2

ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
ชัยวรมันที่ ๔
๑๔๗๑ – ๑๔๘๕
ปราสาท ธม, ลึงค์สูงถึง ๑๘ เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ เมตร
หรรษาวรมัน ที่ 2
๑๔๘๔-๑๔๘๗
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
ราเชนทรวรมันที่ ๒
๑๔๘๗ – ๑๕๑๑
ปราสาทปักษีจำกรุง, แม่บุญตะวันออก, แปรรูป
ชัยวรมันที่ ๕
๑๕๑๑ - ๑๕๔๔
ปราสาท บันทายศรี,ปราสาท ตาแก้ว
อุทัยทิตย์วรมัน ที่ ๑
๑๕๔๔-๑๕๔๕
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
ชัยวีรวรมัน
๑๕๔๕-๑๕๕๔
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
สุริยวรมันที่ ๑
๑๕๔๖ – ๑๕๙๓
ปราสาทตาแก้ว, พิมานอากาศ ขยายเขตไปทางตะวันตก
อุทัยทิตย์วรมันที่ ๒
๑๕๙๓ – ๑๖๐๓
ปราสาทแม่บุญตะวันออก,ปราสาทบาบวน
หรรษาวรมัน ที่ 3
๑๖๐๙-๑๖๒๓
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
ชัยวรมัน ที่ 6
๑๖๒๓-๑๖๕๐
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
ธรณินทรวรมัน ที่ 1
๑๖๕๐-๑๖๕๖
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
สุริยวรมันที่ ๒
๑๖๐๓ – ๑๖๙๓
ปราสาทนครวัด ฯลฯ
ธนินทรวรมันที่ ๒
๑๖๙๓ – ๑๗๐๓
กษัตริย์พระองค์ใหม่ แต่พระองค์ไม่ได้ขึนครองราชย์
ยโศวรมันที่ ๒
๑๗๐๓-๑๗๐๘
ปราสาท บันทายชมาร์
ชัยวรมันที่ ๗
๑๗๓๐ – ๑๗๖๓
ปราสาทบายน,พระขรรค์,ปราสาท ตาพรหม,ปราสาท นาคพันฯ


อโรคยาศาลา ๗๔ แห่งทั้งในและนอกอาณาจักรกัมพูชา
อินทรวรมัน ที่ 2
๑๗๖๓-๑๗๘๖
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
ชัยวรมัน ที่ 8
๑๗๘๖-๑๘๓๘
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด - สละราชสมบัติ
ศรินทรวรมัน
๑๘๔๓-๑๘๕๐
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด - สละราชสมบัติ
อินทรชัยวรมัน
๑๘๕๑-๑๘๗๐
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
ชยวรมทิปรเมสวร
๑๘๗๐
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
ปรมถาเกมรย
๑๘๗๓-๑๘๙๖

กองทัพไทย เข้ายึดเมืองพระนครได้ ในพ.ศ. ๑๙๗๔ สิ้นสุด ราชอาณาจักรกัมพูชายุคเมืองพระนคร


พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 เป็นกษัตริย์เขมรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่ง ทรงสถาปนาธรรมเนียม "ตรีกรณียกิจ" ขึ้นเป็นแบบอย่างให้กับกษัตริย์รุ่นต่อมา ประการแรกคือ การสร้างเครือข่ายชลประ่ทานเพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับรัฐ และเพื่อแสดงออกซึ่งพระราชอำนาจอันไพศาล ประการที่สองคือสร้างเทวรูปอุทิศถวายแด่พระราชบิดา มารดา และพระอัยกาอัยกี เทวรูปแทนองค์พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 และพระมเหสีสร้างเป็นรูปพระศิวะและศักติ ประดิษญานอยู่ที่ปราสาทพระโค ใกล้ๆกับร่อลวย แระการที่สาม คือ การสร้างเทวาลัยบนภูเขา รูปทรงเหมือนพีระมิดขั้นบรรได เป็นการสร้างเพื่อพระองค์เอง โดยตั้งพระทัยจะให้เป็นสุสานและอนุสรณ์สถานที่จะยั่งยืนถาวรตลอดกาล วิหารบากองจึงถือเป็นเทวลัยแห่งแรกของเขมรที่สร้างด้วยศิลาทั้งหมด ปัจจุบันก็ยังไปชมได้ที่ร่อลวย

หลังสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พระโอรสคือพระเจ้ายโศวรมันได้ขึ้นครองราชย์ต่อ ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ดำริจะย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่พระนคร แม้เมืองที่ทรงสร้างขึ้นจะใช้ชื่อว่า ยโศธรปะรุ และชื่อเมืองพระนคร (อังกอร์) เพิ่งจะมาเริ่มใช้กันแพร่หลายในศตวรรษที่ 14 นี้เท่านั้น สาเหตุทที่ทรงตัดสินพระทัยย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองพระนคร อาจเป็นเพราะที่นี่มีเขาลูกหนึ่งที่ต้องพระทัย จนมีพระราชประสงค์จะสร้างเทวาลัยขึ้นบนบรรพต อันเปรียบได้กับเขาพระสุเมรุลูกนี้ ทรงสร้างเทวาลัยขึ้นทั้งหมดสามหลัง ซึ่งยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่จนทุกวันนี้ เทวาลัยหลังใหญ่สุดคือปราสาทพนมกันดาลที่อยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองพระนคร

พระเจ้ายโศวรมันทรงเป็นทั้งประมุขผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และนักก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ ในการสร้างเมืองพระนครทรงโปรดฯ ให้สร้างบารายหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ชื่อยโศธรตฏากะขึ้นทางใต้ของเทวาลัยที่สร้างขึ้นถวายแด่ พระศิวะ พระวิษณุ และพระพุทธเจ้า เพราะในสมัยนี้พุทธศาสนาได้เข้ามาอิทธิพลต่อขนบประเพณีและความเชื่อทางศาสนาของเขมรแล้ว ต่อมายังโปรดฯให้สร้างศาสนสถานขึ้นทั่วราชอาณาจักร ปราสาทหลังงามที่สุดคือปราสาทเขาพระวิหารบนขอบผาสูงของเทือกเขาพนมดงรัก

ช่วงหนึ่งร้อยปีต่อมา เมืองพระนครยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้กษัตริย์รุ่นหลังจะโปรดฯให้สร้างเมืองใหม่อีกแห่งหนึ่งขึ้นที่เกาแกร์ โดยอยู่ถัดขึ้นมาทางเหนือราว 85 กิโลเมตรก็ตาม ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 เมืองพระนครมีขนาดใหญ่โตขึ้นมาก และองค์พระประมุขก็เรียกร้องความจงรักภักดีจากชาวนา ช่างก่อศิลา และทหารมากขึ้นด้วย แม้จะนับถือพระศิวะแต่ก็ทรงยอมรับพระพุทธศาสนาซึ่งเข้ามามีอิทธิพลในราชสำนักเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ปราสาทบันทายศรีในเมืองพระนครก็สร้างขึ้นในยุคนี้

แม้เมืองพระนครจะดึงดูดการค้าและพ่อค้าจากต่างถิ่นได้ไม่น้อย แต่การค้ากับต่างชาติส่วนใหญ่ดูจะตกอยู่ในมือของชาวจาม จีน และเวียดนาม มากกว่าชาวเขมรสินค้าที่ซื้อขายมีทั้งเครื่องกระเบื้อง แพรวรรณ ของป่า ข้าว กระบือ และทาส แม้หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรในเรื่องนี้จะมีไม่มาก แต่ภาพสลักบนหน้าบันตามโบราณสถานสมัยเมืองพระนครนั้นมีอยู่ไม่น้อย

ครั้นถึงปลายศตวรรษที่ 11 ราชวงศ์เขมรที่ปกครองอยู่ที่เมืองพระนครเริ่มอ่อนแอและตกต่ำลงจากการแย่งชิงอำนาจและราชบัลลังก์ จวบจนต้นศตวรรษที่ 12 พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 จึงทรงสถาปนาราชวงศ์ใหม่ขึ้น และปกครองอาณาจักรเขมรสืบต่อมาอีกกว่า 100 ปี

นำมาจาก http://www.2by4travel.com/home/Data-travel/cambodai/prawatisastr-kamphucha
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
admin
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005
ตอบ: 100

ตอบตอบ: 21/11/2011 8:39 pm    ชื่อกระทู้: ยุคเมืองพระนคร ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อาณาจักรกัมพูชา
ยุคเมืองพระนคร
ระหว่าง พ.ศ. ๑๓๔๕ - ๑๗๖๓
......................................................................................................




พระเจ้าชัยวรมันที่ 2
พุทธศักราช ๑๓๔๕ (ค.ศ.๘๐๒)

พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ปฐมกษัตริย์ แห่งอาณาจักรกัมพูชา จากจารึก สด๊อก ก๊อก ธม หลักฐานสำคัญที่บันทึก ประวัติศาสตร์ศาสนา และเหตุการณ์ของกัมพูชา ซึ่งจารึกขึ้น ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา เมื่อ พ.ศ. ๑๕๙๓ (ค.ศ.๑๐๕๐) จากจารึกบอกว่า พระเจ้าชัยวรมันที่2 เสด็จกลับจากแผ่นดินที่เรียกว่า ชวา ในขณะนั้นอายุได้ ๒๐ พรรษา และได้ประทับอยู่ที่พนมกุเลน

พระราชกรณียกิจแรก ที่พระองค์ทรงกระทำคือ พระองค์ได้ทรงประกอบราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ “ทำให้ชวาไม่สามารถควบคุม กัมพูชาได้อีก “ ซึ่งก่อนหน้านั้นพระองค์ได้เคยประกอบพิธีพิเศษนี้ ที่พนมบา เพื่อเชื่อมโยงพระองค์กับวิญญาณบรรพบุรุษ แห่งฟูนัน การทำพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่ พนมกุเลนยังได้ ประกอบพระราชพิธีสถาปนา พระองค์เป็น สกลกษัตริย์ (เทวกษัตริย์)

ลัทธินี้เชื่อว่า มีความเกี่ยวพันกันระหว่าง พระราชา กับ พระ ศิวะเทพ ต่อมาพระองค์ได้ทรงสร้างนครหลวง ที่ หริหราลัย (ปัจจุบันคือเมืองโรลูซ)




พระเจ้าชัยวรมันที่ ๓
พุทธศักราช ๑๓๙๕ – ๑๔๒๐

พระเจ้าชัยวรมันที่ ๓ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระองค์มีน้อยมาก พระองค์ทรงเป็นนักล่าช้าง ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วัยหนุ่ม “ทรงพระปรีชาสามารถในการปกครอง “ เป็นราชาผู้อุปถัมภ์ลัทธิเทวราชาเป็นผู้ปกครองชอบธรรมที่แท้จริงของกัมพูชา และสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. ๑๔๒๐ (ค.ศ.๘๗๗)






พระเจ้าอินทรวรมัน
พุทธศักราช ๑๔๒๐ – ๑๔๓๒

พระเจ้า อินทรวรมัน ( ผู้อยู่ในพิทักษ์ของพระอินทร์)
การขึ้นครองราชย์ อาจเป็นการเข้ายึดอำนาจ โดยอ้างสายตระกูลของพระองค์สายมารดา ที่มีมาแต่ก่อนยุคเมืองพระนคร

พระราชกรณีกิจแรกของพระองค์ ทรงโปรดให้สร้าง บาราย (สระน้ำขนาดใหญ่) ครอบคลุมพื้นที่ถึง ๖๕๐ เอเคอร์ ไว้เก็บน้ำฝน ณ หริหราลัย ตามคติความเชื่อที่ว่า เขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นที่สถิตของทวยเทพ มีห้วงน้ำล้อมรอบ ต่อมาได้ทรงสร้าง ปราสาทพระโค (เพรียะโค) ทรงสร้างระหว่าง พ.ศ. ๑๔๒๒ เป็นการเริ่มต้นสถาปัตยกรรมแบบ โรลูส เพื่อเป็นการยกย่องบรรพบุรุษ โดยการสร้างเทวรูปประจำตัวคนเหล่านั้น

อินทรวรมันโปรดให้สลักเทวรูป เป็นตัวแทนพระบิดา และพระมารดาของพระองค์ รวมทั้งคนอื่นๆด้วย เช่น พระอัยกา พระอัยกี พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ และพระชายา จารึก พระโค ชี้ให้เห็นว่า ราชากลายมาเป็นสกลกษัตริย์ ได้ก็โดยการทำศึก พระองค์ทรง ใช้ศีรษะของข้าศึกผู้เหี้ยมห้าว เป็นสะพานของกองทัพพระองค์เดินผ่านไป

ปราสาท บากอง เป็นพระราชกรณียกิจสุดท้ายของพระองค์ โดยสร้างเทวาลัยบน ภูเขา มีรูปทรงเหมือนปิรามิดขั้นบันได และเป็นปราสาทหลังแรกที่ ก่อสร้างด้วยหินมากกว่า อิฐ ได้ตั้งพระทัยจะให้เป็นที่เก็บพระศพเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์


พระเจ้ายโศวรมัน
พุทธศักราช ๑๔๓๒ – ๑๔๕๓
พระเจ้ายโศวรมัน ผู้สืบทอดราชบัลลัง ต่อจากพระเจ้าอินทรวรมัน ผู้เป็นพระราชบิดา จากจารึกมักกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ว่า “ พระองค์ทรงพลังดุจสีหราช กวาดล้างศัตรูด้วยกรงเล็บอันเกรียงไกร พระเนตรคือพระเวท พระทนต์นโยบาย ทรงธรรมลือชาปรากฏ พระเกียรติยศกัมปนาททั่วทิศ “

ผู้ทรงประกาศให้ สร้างพระนครศรียโสธรปุระ (ตั้งตามชื่อของพระองค์) ที่เมืองพระนคร เป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรกัมพูชา โดยได้อัญเชิญเทวราชาจาก หริหราลัย มายังนครใหม่แห่งนี้โปรดให้สร้างเทวาลัยขึ้นที่ พนมกันดาล ต่อมา เรียกว่าพนมบาเก็ง (ภูเขาแห่งบรรพบุรุษผู้มีอำนาจ) ในพ.ศ.๒๔๗๓ จากจารึก สด๊อก ก๊อก ธม บอกว่า พระองค์โปรดให้สร้างปราสาทมากถึง ๑๐๐แห่ง

สร้างสระน้ำทางตะวันออก ของพนมบาเก็ง กว้าง ๓ กิโลเมตร ยาวราวๆ ๖๕ กิโลเมตร ชื่อ ยโสธรทะทะกะ และยังโปรดให้สร้างเทวาลัยบนเนินเขาไปทั่วราชอาณาจักร ที่น่าสนใจมากที่สุด แห่งหนึ่งก็คือ ปราสาทพระวิหาร ปัจจุบันเป็นพรมแดนไทย-กัมพูชา

พุทธศักราช ๑๔๕๓ – ๑๔๗๑
ยโศวรมันสิ้นพระชนม์ ราวๆ พ.ศ.๑๔๕๓ (ค.ศ.๙๑๐) พระโอรส ๒ พระองค์ปกครองสืบต่อมา เรื่องราวของสองพระองค์นี้ ปรากฏหลักฐานน้อยมาก ราวๆพ.ศ. ๑๔๖๔ โอรสจากสนมพระองค์หนึ่งของยโศวรมัน

ได้สร้างนครขึ้นมาแข่งอีกแห่งหนึ่ง ที่เกาะแกร์ ดินแดนนี้อยู่ห่างจากเมืองพระนคร ขึ้นไปทางเหนือ ราวๆ ๘๕ กิโลเมตร ผู้สถาปนานครแห่งใหม่นี้ ทรงกระทำการต่างๆเยี่ยงกษัตริย์ทันที เช่น สร้างสระน้ำขนาดใหญ่ เริ่มสร้างเทวาลัยบนภูเขา พอถึง พ.ศ.๑๔๗๑ (ค.ศ.๙๒๘) เมื่อกษัตริย์ที่ยโศธรปุระสิ้นพระชนม์ เจ้านครแห่งใหม่นี้ได้ประกาศพระองค์เป็นกษัตริย์ ทรงพระนาม ชัยวรมันที่ ๔







พระเจ้าชัยวรมันที่ ๔
พุทธศักราช ๑๔๗๑ – ๑๔๘๕

พระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ พระองค์ได้ประทับอยู่ที่ เกาะแกร์ ตลอดเวลา ๒๐ ปี โดยทิ้งยโศธรปุระให้รกร้าง และสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. ๑๔๘๕ พระราชกรณียกิจ ที่พระองค์ทรงภาคภูมิใจในพระองค์คือ โปรดให้สร้างเทวาลัยต่อจนเสร็จ ปัจจุบันเรียกว่า “ ปราสาท ธม “

ซึ่งมีความหมาย ด้วยการประกาศพระองค์เป็นกษัตริย์ผู้ทรงเป็นภาคหนึ่งของเทพเจ้า ซึ่งประดิษฐาน อยู่ในเทวาลัยบนภูเขาที่พระองค์ทรงสร้าง เท่ากับพระองค์อ้างความชอบธรรมจากพระ ศิวะโดยตรง หลังการสิ้นพระชนม์ พระโอรสองค์หนึ่งครองราชย์ต่อมาในช่วงสั้นๆ

ปราสาท ธม ประดิษฐานลึงค์สูงถึง ๑๘ เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ เมตร ทำด้วยโลหะหรือหุ้มด้วยโลหะ ปัจจุบันหายสาบสูญไป “ (หากไม่นับรวม ปราสาทนครวัด ปราสาท ธม เป็นปราสาทที่สูงสุดในกัมพูชา )





พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ ๒
พุทธศักราช ๑๔๘๗ – ๑๕๑๑

พระเจ้า ราเชนทรวรมันที่ ๒ หลังจากการสิ้นพระชนม์ ของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ สิ้นพระชนม์ พระโอรสของพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ในช่วงสั้น พอถึง พ.ศ. ๑๔๘๗




พระนัดดาของพระองค์ (เชื้อสายทางมารดา และเป็นพระนัดดาของยโศวรมัน ) ทรงพระนาม ราเชนทรวรมันที่ ๒ได้เสด็จกลับมาครอง ยโศธรปุระและได้ทรง ปฏิสังขรณ์ นครยโศธรปุระอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งถูกทิ้งร้างไปนาน ให้กลับมาอร่ามเรืองรอง

ปราสาทราชมนเฑียรมลังเมลืองด้วยแก้วมณี พระองค์โปรดให้สร้าง ปราสาทแม่บุญ กับ ปราสาทแปรรูป และปราสาทอีกหลายแห่งในเขตภาคเหนือ พระองค์ได้ขยายอาณาจักรครอบคลุม จามปา และ พระองค์นับถือลัทธิไศวะนิกาย แต่ทรงมีขันติธรรมต่อศาสนาพุทธ จนนับไดว่าเป็นพุทธสาสนิกชนที่โดดเด่นมาก พระองค์หนึ่ง ราเชนทรวรมันเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ.๑๕๑๑






พระเจ้าชัยวรมันที่ ๕
พุทธศักราช ๑๕๑๑ – ๑๕๔๔

พระเจ้าชัยวรมันที่ ๕ เป็นพระราชโอรส ชัยวรมันที่ ๔ ได้ขึ้นสืบราชบัลลังก์ ขณะพระชนม์มายุยังน้อย เนื่องจากขึ้นครองราชย์ เมื่ออายุยังน้อย จึงต้องมีคณะที่ปรึกษา ประกอบด้วย พระญาติ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทรงนับถือลัทธิไศวะนิกายเช่นเดียวกับพระราชบิดา

ในยุคของพระองค์ การศึกษาพระพุทธศาสนาก้าวหน้าไพบูลย์ จารึกงดงามจากวัดสีทอร์ ที่กำปงจามจารึกขึ้นในยุคนี้ แสดงถึงการประนีประนอม รับความคิดแบบพุทธศาสนา ในยุคสมัยของพระองค์ ได้มีการก่อสร้างเทวาลัย อันได้แก่ ปราสาท บันทายสรี (ป้อมสตรี) ซึ่งเป็นปราสาทหินทรายสีชมพู สลักเสลาอย่างงดงามประณีต โดยข้าราชการท่านหนึ่ง ภายหลังได้กลายมาเป็นพระอาจารย์ของพระองค์ และโปรดให้สร้าง ปราสาท ตาแก้ว แต่ก็สร้างยังไม่เสร็จในรัชสมัยของพระองค์ สวรรคตใน พ.ศ.๑๕๔๔





พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑
พุทธศักราช ๑๕๔๖ – ๑๕๙๓

พระเจ้า สุริยวรมันที่ ๑ ไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับความเป็นมาของ สุริยวรมัน ดร.ไมเคิล วิคเคอรี่ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวเองพระนคร เพิ่งเสนอเมื่อเร็วๆนี้ ว่า สุริยวรมันเป็นสมาชิกชั้นนำกัมพูชา ซึ่งมีสายสัมพันธ์ กับดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของกัมพูชา การขึ้นมามีอำนาจ ด้วยทรงทำสงครามอย่างกว้างขวาง พร้อมๆกับการหาพันธมิตร และยังมีพันธมิตร ซึ่งมีอำนาจอิทธิพลอยู่ในตระกูลพราหมณ์ปุโรหิต ที่ครอบงำรัฐบาลเมืองพระนคร

จารึกยุคนั้นกล่าวว่า พระองค์ใช้เวลาหลายปี เสด็จไปทางตะวันตกอย่างช้าๆ และในที่สุดสุริยวรมันก็พิชิตศึกครั้งสุดท้าย จารึกบอกว่า “ทรงแวดล้อมด้วย กษัตริย์พระองค์อื่นๆ”

พระราชกรณียกิจ ที่สำคัญของพระองค์ได้แก่ การจัดการระบบการผลิตที่เรียกว่า”ระบบการผลิตแบบเอเซีย “ ทรงรวบรวมชนเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ จัดตั้งเป็นเมือง(ปุระ) และทรงขยายอาณาเขตไปทางตะวันตกถึง อาณาจักร ละโว้ (ลพบุรี) เปิดการค้าขายกับต่างประเทศเช่น จาม จีน เวียตนาม






พระเจ้าอุทัยทิตย์วรมันที่ ๒
พุทธศักราช ๑๕๙๓ – ๑๖๐๓

อุทัยทิตย์วรมันที่ ๒ ครองราชย์สืบต่อสุริยวรมันที่ ๑ พระองค์ทรงเลื่อมใสบูชาศิวเทพ ทรงฟื้นฟูลัทธิเทวราชาตามคำแนะนำของ คุรุผู้มีอิทธิพลล้นเหลือ นอกจากนี้ยังคงฟื้นฟูประเพณีการสร้าง เทวาลัยขนาดใหญ่บนภูเขา ปราสาทบาบวน ที่ทรงสร้างเพื่อประดิษฐานศิวะลึงค์ประจำรัชสมัย








พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒
พุทธศักราช ๑๖๐๓ – ๑๖๙๓


พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ ตั้งแต่พระชันษายังน้อย หลังจากรบชนะเจ้าชายซึ่งเป็นคู่แข่ง ในการศึกครั้งสำคัญ “ทรงปล่อยให้ทหาร ซึ่งมีมากมายดุจคลื่นในมหาสมุทรสู้รบต่อไป.. ส่วนพระองค์ทรงปีนหัวช้างราชศัตรูปลงพระชนม์ เจ้าชายพระองค์นั้น ดุจพญาครุฑสังหารพญานาค บนบรรพต

เป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ทรง ปกครองครอง กัมพูชาอย่างเป็นปึกแผ่น พระองค์บูชาพระวิษณุ ละด้วยพลังแห่งศรัทธา ต่อวิษณุเทพ พระองค์จึงทรงโปรดให้ สร้างอนุสาวรีย์ใหญ่ที่สุดงดงามที่สุดปรางค์แต่ละ องค์สูงถึง ๖๕ เมตร (๒๐๐ฟุต) มีกำแพงรอบปราสาท ยาวถึง ๑,๐๐๐ เมตร กว้าง ๘๕๐ เมตร ใช้หินในการก่อสร้างรวม ๖๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ใช้ช้าง ๔๐,๐๐๐ เชือก ใช้แรงงานคนนับแสนคน ใช้ช่างแกะสลักหินหกว่า ๕,๐๐๐ คน แกะสลักนาน ๔๐ ปี



และอาจจะลี้ลับที่สุดในเมืองพระนคร ซึ่งประกอบด้วย เทวาลัย ที่เก็บพระศพ และหอดูดาว บารายขนาดใหญ่ ที่กว้างถึง 190 เมตร มีภาพจำหลักนางอัปสราหรือนางฟ้าแห่งศิลานคร เป็นเทพธิดาผู้พิทักษ์เทวสถานรายรอบกว่า ๑๕๐๐ องค์ ในอิริยาบถต่างๆ สวยงาม ที่ปัจจุบันนี้รู้จักกันในนาม “นครวัด “ เทวาลัยเริ่มสร้างในต้นราชกาล แต่ก็สร้างไม่เสร็จแม้พระองค์สวรรคต มีหลักฐานน่าสนใจว่า

สุริยวรมันที่ 2 ทรงประกอบพิธี กัลปนาและอุทิศรูปสลักวิษณุเทพองค์ประธาน ซึ่งสูญหายไปนานแล้ว เมื่อเดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๑๖๓๕ ซึ่งเป็นปีที่ ๓๓ ตัวเลขที่มีความสำคัญ ในจักรวาลวิทยาแห่งศาสนาฮินดู อะไรคือความลี้ลับของเทวาลัยแห่งนี้

ประการแรก เทวาลัยนี้หันหน้าสู่ทิศตะวันตก ซึ่งเป็นอาคารใหญ่หลังเดียว ในยโศธรปุระ นอกจากนี้ภาพจำหลัก ระยะทางกว่าหนึ่งไมล์ รอบระเบียงปราสาท เรียงลำดับย้อนเข็มนาฬิกา

โดยเริ่มจากระเบียงด้านตะวันตกเฉียงเหนือ แต่ประเพณีการเดินดู ภาพจำหลักรอบปราสาทจะต้องเดินวนขวา ตามเข็มนาฬิกาซึ่งภาษาสันสกฤตเรียก ประทักษิณทิศตรงกันข้ามมักสัมพันธุ์กับความตาย เช่นเดียวกับทิศตะวันตก

ปราชญ์ชาวฝรั่งเศสบางท่านเสนอว่า นครวัดต่างจากเทวาลัยอื่นๆ ในเมืองพระนครตรงเป็นสุสานนั่นเอง ส่วนเซเดส์เสนอว่า “ อาจเป็นการบูชาพระวิษณุเทพผู้พิทักษ์พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ซึ่งมักจะสัมพันธ์กับทิศตะวันตก

เท่าที่รู้กันนครวัด เป็นปราสาทแห่งเดียว ในเมืองพระนครที่สร้างถวายพระองค์นี้ ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็คือ พุทธศตวรรษที่ ๑๗ เป็นช่วงที่มีการฟื้นฟู ลัทธิไวษณพนิกายอย่างขนาดใหญ่ในอินเดีย นี่ก็เช่นกันกับศาสนายุคก่อนหน้านี้ ที่มีผลต่อเมืองพระนครด้วย

ประการที่สอง ช่วงกลางปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เอลิเนอร์ มอรอน ได้เริ่มศึกษามิติต่างๆของปราสาทแห่งนี้อย่างละเอียด เพราะเชื่อว่านี่อาจเป็นกุญแจไขรหัส ที่เมธีผู้ออกแบบก่อสร้างได้ซ่อนเงื่อนไว้ หลังจากเชื่อแน่ว่า มาตรวัดที่ใช้ในเมืองพระนคร ๑ ฮัท เทียบเท่ากับ .๔๐ เมตร (๑.๓ ฟุต ) มอรอนสืบค้นต่อไปได้มิติต่างๆดังนี้

ระยะทางระหว่างประตู ทิศตะวันตก (ประตูเดียวที่มีทางเดินยาวเข้าไป ) กับปรางค์ประธาน ปรากฏว่าวัดระยะทางได้ ๑๗๒๘ ฮัท

ส่วนทางเดินอื่นๆ ในเขตศูนย์กลางนี้วัดได้ ๑๒๙๖, ๘๖๗, และ ๔๓๙ ฮัท ตามลำดับ

มอรอน จึงเสนอว่าตัวเลขนี้สัมพันธ์กับยุคสี่ยุคตามความเชื่อของอินเดีย

ยุคแรก ไตรดายุค ซึ่งถือเป็นยุคทองยาวนานถึง ๑,๗๒๘,๐๐๐ ปี (ยาวนานเป็น ๔ เท่าของยุคสุดท้าย)

ยุคที่สอง นับเวลายาวนานถึง ๑,๒๙๖,๐๐๐ปี(ยาวนานเป็น3 เท่าของยุคสุดท้าย)

ยุคที่สาม นับเวลายาวนานถึง _(๘๖๔,๐๐๐ ปี (ยาวนานเป็น ๒ เท่าของยุคสุดท้าย)



ยุคที่สี่ี่ นับเวลายาวนานถึง ๔๓๒,๐๐๐ ปี ( ยุคสุดท้าย กลียุค คือยุคปัจจุบัน )

ตามความเชื่อของอินเดีย เชื่อกันว่า ปลายยุคนี้จักรวาลจะพินาศ แล้วพราหมณ์จะเป็นผู้สร้างจักรวาลขึ้นมาใหม่ ตามวัฏจักรเดิม โดยเริ่มด้วยยุคทอง แสดงว่าแท้จริงแล้ว รหัส ของปราสาทก็คือ เงื่อนปริศนาที่อาจบอกได้ทั้งมิติของพื้นที่และเวลา ระยะทางที่ทอดไปยังตัวปราสาทโดยสัมพันธ์กับยุคต่างๆ นั้น มีนัยบอกว่าผู้มาเยือนกำลังอยู่ใน เส้นทางไปสู่วิษณุประติมาในปรางค์ประธาน จากทิศตะวันตก ( ทิศแห่งความตาย ) ถ้าเดินมุ่งหน้าต่อไปในกาลเวลา ไปถึงช่วงขณะที่ชาวอินเดียเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มของกาลเวลา

ประการที่สาม ความสัมพันธ์ระหว่างดาราศาสตร์ กับระยะทางอีก ๑๐ แห่ง ในนครวัด พบว่า ประตูทิศตะวันตก อยู่ในแนวที่พระอาทิตย์ขึ้นที่พนมบก ซึ่งเป็นเนินเขาเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือยิ่งกว่านั้นในช่วง ซัมเมอร์โซลตีส ( ดวงอาทิตย์ส่องตรงที่เส้นทรอปิคออฟแคนเซอร์ )

ก็จะเห็นดวงอาทิตย์ลอยอยู่ เหนือปรางค์ประธานที่นครวัด วันที่กล่าวถึงนี้คือวันที่ ๒๑ มิถุนายน ของทุกปี ซึ่งเป็นวันแรกของปีทางสุริยคติ ตามคติของนักดาราศาสตร์อินเดีย และเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ สำหรับกษัตริย์ผู้ทรงพระนาม สุริยวรมัน ( ผู้อยู่ในความคุ้มครองของสุริยเทพ ) และเป็นผู้ทรงศรัทธาวิษณุเทพอีกด้วย

ความหมาย และความลี้ลับของเทวาลัย ปราสาท นครวัด แห่ง ยโสธรปุระ เมืองพระนครจะยังคงความลี้ลับอีกต่อไปจนกว่าจะมี ปราชญ์ท่านใดสามารถ ไขปริศนาลี้ลับ เทวาลัยแห่งนี้และแห่งอื่นๆ ใน เส้นทางรอยอารยะธรรมแห่ง ยุคเมืองพระนคร

พุทธศักราช ๑๖๙๓ – ๑๗๐๓

กษัตริย์ที่ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากสุริยวรมันที่ ๒ (อาจเป็นพระอนุชราชสกุลวงศ์ ) ขึ้นมามีอำนาจโดยวิธีลึกลับซับซ้อน อาจทำรัฐประหาร(มีหลักฐานกล่าวถึงน้อยมาก)

ธนินทรวรมันที่ ๒ กษัตริย์พระองค์ใหม่ ที่เลื่อมใสใน พระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง แต่พระองค์ไม่ได้ขึนครองราชย์ พระเจ้ายโศวรมันที่ ๒ ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระองค์ราวๆ พ.ศ.๑๗๐๓ เรื่องราวของพระองค์ ปรากฏ อยู่ในจารึกของสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งกล่าวยกย่องยโศวรมันที่ ๒ ว่าเป็นผู้ปราบกบฏ ครั้งนี้ที่ไม่ใช่ชาวต่างชาติและไม่ใช่สมาชิกชนชั้นนำ

ภาพจำหลักที่ ปราสาท บันทายชมาร์ ( Banteai Chhmar ) ภาพสลักเหล่านี้ให้มีศีรษะเป็นรูปสัตว์ อาจหมายถูกกบฏคนป่าชาวนาที่ถูกกดขี่

พ.ศ.๑๗๐๓ พระเจ้ายโศวรมันที่ ๒ พระองค์ ถูกลอบปลงพนะชนม์โดยข้าราชสำนักคนหนึ่ง ซึ่งได้สถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์ ช่วงเวลาเดียวกันนี้ อาณาจักร ละโว้ ได้ประกาศตนเป็นอิสระจากเมืองพระนคร










พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
พุทธศักราช ๑๗๓๐ – ๑๗๖๓

พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับ การสืบทอดราชสมบัติของพระองค์มากนัก แต่อาจเป็นไปได้ว่า เมื่อสมัยหนุ่มๆ ชัยวรมันคงจะรับตำแหน่งสำคัญ อยู่ในราชสำนักพระเจ้ายโศวรมันที่ ๒ ดูเหมือนระหว่าง พ.ศ. ๑๗๐๙-๑๗๒๐ชัยวรมันไม่ได้ประทับที่เมืองพระนคร อาจไปประทับอยู่ใกล้ ปราสาทพระขรรค์ที่กำปงสวาย

รูปสลักหินของพระองค์ ที่พบที่นั่น ดูหนุ่มกว่ารูปสลักอื่นๆที่สร้างขึ้น ระยะหลัง มิติต่างๆของ ปราสาทการ สลักหินบอกชัดถึงวิวัฒนาการลีลา ศิลปะกัมพูชา ทั้งยังแสดงให้เห็นด้วยว่า แม้ชัยวรมันจะไปอยู่ อย่างคล้ายถูกเนรเทศ พระองค์ก็สามารถควบคุมแรงงาน จำนวนไม่น้อยได้อย่างเป็นระบบ

แล้วเมืองพระขรรค์นี่เป็นคู่แข่งหรือเป็น เมืองในปกครองของเมืองพระนคร ชัยวรมันสัมพันธ์กับกษัตริย์ ผู้ยึดอำนาจจากยโศวรมันที่ ๒ ได้อย่างไร ที่สำคัญกว่านั้นก็คือสัมพันธภาพ ระหว่างพระองค์กับแคว้นจามปาทางตะวันออก เป็นอย่างไรเราจำเป็นต้องถามคำถามที่ไม่อาจตอบนี้

เพื่อจะได้เข้าใจชีวิตช่วงต้นๆ ของพระองค์ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. ๑๗๓๐ และเพื่อจะได้เข้าใจกรอบความสัมพันธ์ กับต่างประเทศของกัมพูชายุคนั้นด้วย

ชัยวรมันทรง ฝักใฝ่ศึกษาคำสอนของพุทธศาสนามหายาน พุทธราชาตามที่พระองค์ ทรงปฏิบัตินั้นแตกต่าง ในหลายๆด้านจากเทวราชาตามคติฮินดู ที่ปฏิบัติกันมาในอาณาจักร พระนคร นานนับหลายศตวรรษ โดยเชื่อว่า กษัตริย์ เปรียบเสมือนสมมุติเทพ มีทั้ง ศิวะเทพ และ พระวิษณุเทพ

ส่วนราษฎรก็เชื่อว่า ความสัมพันธ์นี้มีส่วน เกี่ยวข้องกับการทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ชัยวรมันที่หันมาศึกษาแนวคิดทางพุทธศาสนา โดยเชื่อว่าพระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ หรือพระพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนม์อยู่ ไม่ยอมไปตรัสรู้ก็เพื่อคอยช่วยเหลือให้ราษฎรพ้นทุกข์เชื่อว่าการไถ่ทุกข์ให้แก่ผู้อื่นโดยวิธีนี้กษัตริย์เองก็จะพ้นทุกข์ไปด้วย แม้ พระองค์จะทรงเลื่อม ใสในพระพุทธศาสนา

แต่จากการทำศึกสงครามกับจามปาในปี พ.ศ.๑๗๒๑พระองค์ทรงรวบรวมกองทัพจัดเตรียมกำลังพล ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในการศึกทางเรือ ทรงพิชิตจามปาอย่างเหี้ยมโหด และสามารถสังหารกษัตริย์ และกองทัพจามปา ด้วยธนูโกฏิดอก

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นพุทธราชาของพระองค์ ทรงยอมสละพระองค์ เพื่อขจัดทุกข์ของประชาราษฎร์ โดยโปรดให้สร้างถนนตลอดทั่วราชอาณาจักร ถนนเหล่านี้เป็นหลักฐาน แห่งความเมตตากรุณาของพระองค์

จากจารึกบอกว่า “พระองค์ทรงเป็นทุกข์เกี่ยวกับความเดือดร้อน ของราษฎรมากกว่าเรื่อง ส่วนพระองค์ความเจ็บปวดทางร่างกายสำหรับ มนุษย์เป็นความเจ็บปวดทางจิตรวิญญาณ

สำหรับพระองค์ ดังนั้นการสร้างถนนหนทาง วัดวาอาราม ที่พักการเดินทาง สระน้ำ และอโรคยาศาลา นับแต่ขึ้นครองราชย์ ไปจนถึงช่วงปีหลังๆแห่งรัชกาล ปรากฏว่าอาคารเหล่านี้ หลายหลังสร้างอย่างลวกๆ

อย่างไรก็ตาม การสร้างอโรคยาศาลาสามารถ ให้บริการรักษาโรคแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงมากถึง ๘๓๘ หมู่บ้าน จุดพักการเดินทางทุกระยะ ๑๖ กิโลเมตร ตลอดถนนสายหลักๆของกัมพูชา เช่น บนเส้นทางระหว่างเมืองพระนคร กับเมืองหลวงของจามปา มีที่พัก ๕๗ แห่ง และอีก ๑๗ แห่งระหว่างเมืองพระนคร กับ ปราสาทเมืองพิมาย

และท้ายสุดก็คือการ สร้างสระน้ำของพระเจ้าชัยวรมัน ปัจจุบันรู้จักกันในนามของ “บารายเหนือ “ แต่ในสมัยของพระองค์เรียกว่า “ชยะตะตะกะ” อยู่ทางตอนเหนือของยโศธรปุระ

พระองค์ทรงสร้างนครธม ที่มีกำแพงยาวถึง ๑๒ กิโลเมตร มีประตูออก5ประตู

ประตูด้านทิศตะวันออกมี ๒ ประตู ด้านทิศเหนือสุดเรียกว่า “ ประตูชัย “ ประตูถัดมาทิศใต้เรียกว่า“ประตูผี“

ประตูด้านตะวันตกเรียกว่า “ประตูตะเกา”
ประตูด้านทิศเหนือเรียกว่า “ประตูไดฉนัง “
ประตูด้านทิศใต้เรียกว่า “ประตูทะเลอม“

ทรงโปรดให้สร้างปราสาท บายน ขึ้นใจกลางบริเวณ นครธม ก่อสร้างในระหว่าง พ.ศ. ๑๗๓๐ – ๑๗๖๓ หันหน้าไปด้านทิศตะวันออก มีสระหรือคูน้ำอยู่ด้านหน้า ๒ แห่ง มียอดปราสาททั้งหมด ๕๔ ยอด แต่ละยอดมีพระพักตร์ เชื่อกันว่าเป็นพระพักตร์พระโพธิสัตว์ อวโลติเกศวรสมันตมุข

ภายในตัวปราสาทนี้มีบ่อน้ำลึกอยู่แห่งหนึ่งเรียกว่า “อันโดงเปียง – บ่อโบราณ ” ปราสาทหลังกลาง เป็นห้องล้อมรอบด้วย ระเบียง คตและวิหารอีก ๑๖ หลัง ซึ่งมีประตูเปิดออกข้างนอกได้ แผนผังแปลกประหลาดเป็นรูปทรงกลมเช่นนี้

หมายถึงยันต์คือมณฑลอันศักดิ์สิทธิ์ ปราสาทอื่นๆตั้งอยู่เป็นระเบียบ ล้อมรอบปราสาทหลังกลางซึ่งสูงเด่นนี้ ทำให้มี ความรู้สึกแปลกประหลาดลี้ลับ ปราสาททุกหลังมี ๔พักตร์ขนาดใหญ่สลักอยู่บนยอด ทำให้ระหว่างที่ก้าวเดินไป จะมีความรู้สึกคล้ายมีคนกำลังจองมองดูอยู่ด้วยอิริยาบถต่างๆกัน

พระราชกรณียกิจ ในระยะที่สองของพระองค์โปรด ให้สร้างวิหารอุทิศพระราชกกุศลถวาย พระราชบิดามารดา วิหารแห่งแรก ปัจจุบันรู้จักกันในนามของ ปราสาท ตาพรหม (บรรพบุรุษผู้เป็นพรหม) ซึ่งประกอบพิธีกัลปนาเมื่อ พ.ศ. ๑๗๒๙ ปราสาทแห่งที่สอง คือ

ปราสาทพระขรรค์ (พระแสงดาบศักดิ์สิทธิ์) จารึกที่ปราสาทนี้กล่าวว่า ปราสาทนี้สร้างตรงสนามรบ สำคัญที่กัมพูชามีชัยชนะเหนือจามปา และชื่อ ชยะ (ชัยชนละบัลลังก์) ในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ซึ่งประจัญบานกันใกล้ๆนคร ยโศธรปุระและนี่เป็นการรบเมื่อ จามปารุกรานนครนี้ เป็นครั้งที่สองมีหลักฐานปรากฏ อยู่บนภาพจำหลักที่ปราสาทบายน

ปราสาท เนียะปอน ( นาคพัน ) ที่มีรูปทรงคล้ายรัตนมณีมีลักษณะเป็นเกาะ อยู่กลางชยะตะตะกะ สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๑๗๓๔ เป็นเกาะซึ่งมีกำแพงล้อมรอบ สร้างเป็นรูปดอกบัว ตั้งใจจะจำลอง สระบนภูเขาหิมาลัยตามตำนานซึ่งเป็นสระศักดิ์สิทธิ์ ตามความเชื่อของชาวพุทธ

จากจารึกพระขรรค์ บอกว่า เทวาลัยนี้เป็นราชาศรี (เครื่องเสริมพระราชอิสริยศ) ตั้งอยู่ตรงทิศมงคลคือ มุมตะวันออกเฉียงเหนือ ของปราสาทนครธม และปราสาทนครธมอาจเป็นที่ประดิษฐาน องค์พระปฏิมาผู้พิทักษ์คุ้มครองราชอาณาจักร


เชื่อว่าเมื่อกองทัพไทย เข้ายึดนคร วัดได้ในพ.ศ. ๑๙๗๔ ได้ขนเอาเครื่องสูงของ กษัตริย์กัมพูชามายังกรุงศรีอยุธยาด้วยและเมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกพม่าตีแตก เครื่องสูงนี้ถูกพม่าขนเอาไป ซึ่งปัจจุบันนี้มีปฏิมากรรมจากกัมพูชาคู่หนึ่ง อยู่ที่เมือง มัณฑะเลย์ บางทีอาจมาจากปราสาทนาคพันนี้ ก็เป็นได้

นำมาจาก http://www.visitsurin.com/index.php?mo=3&art=18620
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
admin
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005
ตอบ: 100

ตอบตอบ: 21/11/2011 8:46 pm    ชื่อกระทู้: ยุคมืด ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ยุคมืดของกัมพูชา

เริ่มตั้งแต่อาณาจักรอยุธยาได้โจมตีอาณาจักรเขมร และ ได้เผา พระนคร เมืองหลวงของอาณาจักรเขมร ราบเป็นหน้ากลอง ทำให้อาณาจักรเขมรเป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศตั้งแต่บัดนั้นมา เขมรเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาในฐานะดินแดน ประเทศราช อาณาจักรอยุธยาปกครองเขมรเป็นเวลาเกือบ400ปี ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์เขมรตกอยู่ภายใต้การควบคุมของจักรวรรดิสยามอย่างเข้มงวด ในสมัยรัชกาลที่3 ได้เกิด สงครามอานามสยามยุทธทำให้กัมพูชาเป็นรัฐอารักขาระหว่างสยามกับญวณ ก่อนที่จะตกเป็นของฝรั่งเศสในเวลาต่อมา

สมัยอาณานิคมฝรั่งเศส

กัมพูชาเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสมาตั้งแต่พ.ศ. 2406 ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองกัมพูชาไว้ แล้วปลดผู้ปกครองกัมพูชาที่เป็นชาวฝรั่งเศสและผู้นิยมฝรั่งเศสออกไป เมื่อสงครามโลกครั่งที่ 2 ยุติลง ฝรั่งเศสได้ขับไล่ญี่ปุ่นออกจากกัมพูชาเป็นฝ่ายชนะสงคราม กัมพูชาจึงต้องตกเป็นของฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาฝรั่งเศสมีภาระการต่อสู้ติดพันกับนักชาตินิยมในเวียดนาม จึงต้องหาทางประนีประนอมกับกัมพูชา โดยได้จัดทำสนธิสัญญาขึ้นเพื่อเปลี่ยนสภาพจากการที่กัมพูชาเป็นเมืองขึ้นมาเป็นรัฐในอารักขาแห่งเครือจักรภพของฝรั่งเศสในระยะที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสได้เจ้าสีหนุเป็นกษัตริย์ปกครองกัมพูชา เมื่อญี่ปุ่นยึดกัมพูชาได้ จึงให้เจ้าสีหนุประกาศเอกราชเป็นอิสระจากฝรั่งเศส แต่เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ฝรั่งเศสจึงกลับเข้ามามีอำนาจในกัมพูชาเหมือนเดิม

นำมาจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
admin
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005
ตอบ: 100

ตอบตอบ: 21/11/2011 8:57 pm    ชื่อกระทู้: ยุคเขมรแดง ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

กัมพูชาฝ่ายซ้าย

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2473 โฮจิมินห์ได้ประกาศจัดตั้ง "พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม" (Parti communiste vietnamien หรือ Việt Nam Cộng Sản Đảng) ขึ้น ด้วยการรวมเอาพรรคคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม จากแคว้นตังเกี๋ย อันนัม และเทนินห์ (โคชินไชนา) จำนวน 3 กลุ่ม เข้าไว้ด้วยกัน แต่ต่อมาไม่นาน ชื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวียดนามก็ถูกเปลี่ยนเป็น "พรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน" (Parti communiste indochinois – PCI)[9][10] และได้รับเอากลุ่มปฏิวัติคอมมิวนิสต์จากกัมพูชาและลาวเข้ามาเป็นสมาชิกด้วย ในช่วงแรก สมาชิกในพรรคส่วนใหญ่ยังเป็นชาวเวียดนาม จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ชาวกัมพูชาจึงเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม อิทธิพลที่สมาชิกชาวกัมพูชามีต่อการเคลื่อนไหวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในอินโดจีนและการพัฒนาภายในกัมพูชานั้น ยังอยู่ในระดับต่ำ

ในช่วงที่กัมพูชากำลังทำสงครามเรียกร้องเอกราชกับฝรั่งเศส กองกำลังเวียดมินห์ จากเวียดนาม ก็เริ่มเข้ามาสนับสนุนให้เกิด “การต่อสู้เพื่อปลดปล่อย” ขึ้นในกัมพูชา พร้อมกันนั้น รัฐบาลพลเรือนที่ปกครองราชอาณาจักรไทยช่วงปี พ.ศ. 2489 – 2490 ก็มีนโยบายสนับสนุนกองกำลัง “เขมรอิสระ” (Khmer Issarak) ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อต่อต้านฝรั่งเศส ให้ปฏิบัติการตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และพื้นที่ใต้การยึดครองของไทยในขณะนั้น ซึ่งได้แก่ เสียมราฐและพระตะบอง ได้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2493 (25 ปีก่อนที่กองกำลังเขมรแดงจะบุกยึดกรุงพนมเปญ) กลุ่มเขมรอิสระได้จัดการประชุมสมัชชาแห่งชาติเป็นครั้งแรก ในวันที่ 17 เมษายน ผลจากการประชุมครั้งนั้น นำไปสู่การก่อตั้ง “กลุ่มอิสระสามัคคี” (United Issarak Front) โดยมีผู้นำกลุ่มคือซัน ง็อก มินห์ ร่วมกับกลุ่มแกนนำที่ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนเชื้อสายเขมร เมื่อเวลาผ่านไป กองกำลังเขมรอิสระภายใต้การควบคุมของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ก็เติบโตมากขึ้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2495 เขมรอิสระ ซึ่งปฏิบัติการร่วมกับขบวนการเวียดมินห์ ก็สามารถครองพื้นที่ได้ประมาณหนึ่งในหกของกัมพูชา และขยายอาณาเขตคลอบคลุมพื้นที่ครึ่งหนึ่งของประเทศได้ ในอีก 2 ปีต่อมา ในช่วงที่มีการประชุมนานาชาติที่เมืองเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส[11]

ในปี พ.ศ. 2494 หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนยุบตัวลง ก็ได้มีการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เอกเทศขึ้น 3 พรรค ได้แก่ พรรคกรรมกรเวียดนาม (parti des travailleurs du Viêt Nam) ในเวียดนาม พรรคลาวอิสระ (Lao Itsala) ในลาว และพรรคปฏิวัติประชาชนเขมร (Parti révolutionnaire du peuple du Kampuchea – PRPK) ในกัมพูชา โดยพรรคที่ถือว่ามีบทบาทในการเคลื่อนไหวมากที่สุดคือพรรคกรรมกรเวียดนาม

พรรคปฏิวัติประชาชนเขมรถือเป็นต้นกำเนิดของขบวนการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ในกัมพูชา ผู้นำของพรรค คือ ซัน ง็อก มินห์ และ เตา สมุธ ในช่วงแรกสมาชิกของพรรคส่วนใหญ่คือคนเชื้อสายเวียดนามที่อาศัยอยู่ในกัมพูชา ส่วนชาวกัมพูชาพื้นถิ่นจริง ๆ ที่เข้าร่วมกับพรรคมีจำนวนค่อนข้างน้อย พรรคปฏิวัติประชาชนเขมรได้ปฏิบัติการร่วมกับกองกำลังเขมรอิสระอื่น ๆ เข้าควบคุมพื้นที่ชนบทของประเทศได้อย่างกว้างขวาง แต่หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหนุ สามารถเรียกร้องเอกราชของกัมพูชาคืนจากฝรั่งเศสได้สำเร็จ พระองค์ก็ใช้เวทีการประชุมว่าด้วยปัญหาอินโดจีน ที่จัดขึ้นในปี พ.ศ. 2497 ณ เมืองเจนีวา ต่อต้านข้อเรียกร้องของขบวนการคอมมิวนิสต์ ซึ่งที่ประชุมเองก็รับรองเอกราชของกัมพูชาภายใต้การนำของพระองค์ และไม่รับรองสถานะและกำหนดเขตที่ตั้งของฐานที่มั่นฝ่ายคอมมิวนิสต์ให้เช่นกัน จากมติการประชุมดังกล่าว ส่งผลให้ขบวนการคอมมิวนิสต์ รวมถึงพรรคปฏิวัติประชาชนเขมร สูญเสียบทบาททางการเมืองในกัมพูชา และต้องลี้ภัยไปอาศัยในเวียดนามเหนือตามข้อตกลงเจนีวา จำนวนผู้ลี้ภัยในขณะนั้นมีประมาณ 2,000 คน ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นมีซัน ง็อก มินห์ รวมอยู่ด้วย[12]

ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2497 ขบวนการคอมมิวนิสต์ที่ยังอาศัยอยู่ในกัมพูชาได้จัดตั้งพรรคการเมืองถูกกฎหมาย โดยใช้ชื่อพรรคว่า “กรมประชาชน” (Krom Pracheachon; กร็อมปราเจียจ็วน) หรือ “กลุ่มประชาชน” เพื่อลงเลือกตั้งสภาในปี พ.ศ. 2498 ซึ่งผลปรากฏว่า พรรคประชาชนได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งครั้งนั้นเพียงร้อยละ 3.5 เท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติได้ ส่วนพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดคือ พรรคสังคมราษฎร์นิยม (Sangkum Reastr Niyum) หรือ "กลุ่มสังคม” ของเจ้าสีหนุ [13]

หลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลง สมาชิกของพรรคประชาชนก็โดนกลุ่มของเจ้าสีหนุกดดันและตามจับกุมจนต้องหลบหนีไปอยู่ใต้ดิน เช่นเดียวกันกับพรรคประชาธิปไตยที่ถูกเจ้าสีหนุกดดันจนต้องสลายตัวไปก่อนหน้านั้น เนื่องจากพระองค์กล่าวหาว่าพรรคเป็นอันตรายต่อนโยบายของพระองค์[14] การหลบหนีของพรรคประชาชนในครั้งนั้น ส่งผลให้พรรคไม่ได้ลงเลือกตั้งครั้งต่อมา ในปี พ.ศ. 2505 ในช่วงนี้เอง ที่เจ้าสีหนุเริ่มเรียกกลุ่มฝ่ายซ้ายที่แฝงอยู่ตามท้องถิ่นต่าง ๆ ด้วยชื่อว่า “เขมรแดง”[15]

ช่วงกลางทศวรรษที่ 1950 พรรคปฏิวัติประชาชนเขมรได้แบ่งคณะกรรมการพรรคเป็น 2 ฝ่าย ได้แก่ คณะกรรมการฝ่ายเมือง นำโดยเตา สมุธ และคณะกรรมการฝ่ายชนบท นำโดยเซียว เฮง ถึงแม้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างให้การสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติเหมือนกัน แต่เป้าประสงค์ของแต่ละฝ่ายนั้นต่างกัน ฝ่ายเมือง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามเหนือ มองว่าการที่เจ้าสีหนุ ดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบเป็นกลางและไม่ได้รับความไว้วางใจจากสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น[16] จะทำให้เกิดประโยชน์ในการต่อสู้เพื่อ “ปลดปล่อย” เวียดนามใต้ และมีแนวโน้มว่าพระองค์จะเปลี่ยนแปลงการดำเนินนโยบายเป็นแบบฝ่ายซ้ายแทน ส่วนฝ่ายชนบท ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังที่ในท้องที่ชนบทต่าง ๆ กลับสนับสนุนในมีการต่อสู้เพื่อล้มล้าง “ระบบขุนนาง” ของเจ้าสีหนุโดยเร็วที่สุด

ในปี พ.ศ. 2502 เซียว เฮง ได้ละทิ้งรัฐบาล และให้อำนาจแก่กองกำลังรักษาความปลอดภัยเพื่อเข้าทำลายโครงสร้างของพรรคฝ่ายชนบทให้มากกว่าร้อยละ 90 ของทั้งหมด จากการกระทำดังกล่าว ส่งผลให้ในปี พ.ศ. 2503 จำนวนกองกำลังคอมมิวนิสต์ในกรุงพนมเปญและเมืองอื่น ๆ ของกัมพูชา ซึ่งในขณะนั้นอยู่ภายใต้เขตอำนาจของเตา สมุธ เป็นส่วนใหญ่ เหลืออยู่ไม่กี่ร้อยคน

กลุ่มปัญญาชนปารีส


ซาลอธ ซาร์ (พล พต)

เอียง ซารี

เขียว สัมพัน (ซ้าย) ถ่ายคู่กับเจ้าสีหนุ (ขวา)

ซอน เซน
กลุ่มปัญญาชนปารีส (Paris Student Group) คือ กลุ่มนักศึกษาฝ่ายซ้ายชาวกัมพูชา ที่ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลกัมพูชาให้มาศึกษาต่อในกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ในช่วงทศวรรษที่ 1950 พวกเขาได้ร่วมกันจัดตั้งขบวนการคอมมิวนิสต์ ลัทธิมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์ของตนเองขึ้น ก่อนที่จะเดินทางกลับสู่แผ่นดินเกิดและเป็นกำลังสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์เขมร กลุ่มเขมรแดง ในการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลลอน นอล ในปี พ.ศ. 2518 ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งระบอบกัมพูชาประชาธิปไตยในเวลาต่อมา

ปัญญาชนคนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มดังกล่าวนี้ ได้แก่[17]

ซาลอธ ซาร์ (ชื่อเดิมของพล พต) เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2468 (ข้อมูลบางแหล่งกล่าวว่า พ.ศ. 2471) ในจังหวัดกำปงธม ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงพนมเปญ มีพี่สาวเป็นนางสนมในวังของพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์มุนีวงศ์ ซาลอธ ซาร์ สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนช่าง สาขาวิชาช่างไม้ ในกรุงพนมเปญ และได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลเพื่อไปศึกษาต่อทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าที่ฝรั่งเศส
เอียง ซารี เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2473 ในเวียดนามใต้ มีเชื้อสายจีน-เขมร ได้รับการศึกษาจากวิทยาลัยสีสุวัตถิ์ (Lycée Sisowath) ในกรุงพนมเปญ และได้รับทุนการศึกษาเพื่อไปศึกษาต่อในฝรั่งเศสทางด้านการพาณิชย์ แต่ต่อมาได้เปลี่ยนไปเรียนทางด้านรัฐศาสตร์ในสถาบันการเมืองศึกษาแห่งกรุงปารีส (Institut d'Etudes Politiques de Paris) แทน
เขียว สัมพัน เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2474 ได้รับการศึกษาจากวิทยาลัยศรีสวัสดิ์เช่นกัน มีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์อย่างมาก คู่แข่งทางพรสวรรค์ของเขา คือ ฮู ยวน นักศึกษาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มปัญญาชนปารีสอีกคนหนึ่ง ฮู ยวน เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2473 ศึกษาต่อทางด้านเศรษศาสตร์และกฎหมายในฝรั่งเศส ทั้งเขียว สัมพันธ์ และฮู ยวน ต่างสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยปารีสเหมือนกัน
ซอน เซน เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2473 เป็นชาวเขมรกรอม ศึกษาต่อในฝรั่งเศสด้านศึกษาศาสตร์และวรรณกรรมที่ Ecole Française de radioelectricité มีความสนใจในด้านยุทธศาสตร์การทหารอย่างมาก โดยเฉพาะสงครามสมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ 1
ฮู นิม เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2475 เดินทางไปศึกษาต่อและสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านกฎหมายในฝรั่งเศส และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยพนมเปญ เขามีความสนใจในเรื่องบทบาทการเงินของกัมพูชาที่ถูกภายนอกครอบงำ
นอกจากสมาชิกที่เป็นผู้ชายแล้ว ในกลุ่มปัญญาชนปารีสยังมีสมาชิกผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์ทางการสมรสกับสมาชิกฝ่ายชายอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น เขียว พอนนารี ภรรยาของซาลอธ ซาร์ เขียว ธิริธ ภรรยาของเอียง ซารี หรือยุน ยาต ภรรยาของซอน เซน สมาชิกหญิงเหล่านี้ต่างก็มีบทบาทสำคัญในระบอบการปกครองกัมพูชาประชาธิปไตย ที่เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติของเขมรแดง แทบทั้งสิ้น

สาเหตุที่ทำให้คนหนุ่มสาวกลุ่มนี้เชื่อมั่นในลัทธิคอมมิวนิสต์ มีแนวโน้มมาจากบริบททางการเมืองโลกในขณะนั้น ที่การเคลื่อนไหวตามแนวทางคอมมิวนิสต์กำลังเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็น การยืนหยัดต่อสู้ของขบวนการคอมมิวนิสต์ในกัมพูชาต่อฝรั่งเศสในฐานะเจ้าอาณานิคม การได้รับชัยชนะของลัทธิคอมมิวนิสต์ในจีน การเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์และฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเกาหลี หรือการเข้าสู่ยุครุ่งเรืองสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความไม่เสมอภาคทางชนชั้นและความไม่เป็นธรรมในสังคมที่นักศึกษาบางคนประสบในอดีต ก็อาจเป็นสาเหตุสำคัญเช่นกัน ดังเช่นกรณีปัญหาครอบครัวของเขียว พอนนารี และเขียว ธิริธ ที่บิดาของเธอทั้งสองหนีตามเจ้าหญิงแห่งกัมพูชาไปอยู่จังหวัดพระตะบอง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทิ้งให้มารดาของพวกเธอทำหน้าที่ดูแลครอบครัวเพียงผู้เดียว กรณีดังกล่าวนี้ เดวิด พี. แชนด์เลอร์ นักประวัติศาสตร์และนักการทูตชาวอเมริกัน กล่าวว่า อาจเป็นสาเหตุสำคัญให้พวกเธอมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อชนชั้นเจ้าของกัมพูชา จนนำไปสู่การต่อต้านก็เป็นได้[18]

ขณะที่ศึกษาอยู่ในฝรั่งเศส กลุ่มปัญญาชนกลุ่มนี้ได้มีโอกาสศึกษาสำนักคิด/ลัทธิทางด้านสังคมศาสตร์หลาย ๆ แขนง เช่น ลัทธิสังคมนิยม ลัทธิชาตินิยม ลัทธิคอมมิวนิสต์ ลัทธิต่อต้านจักรวรรดินิยม และลัทธิอาณานิคมใหม่ เป็นต้น[19] พร้อมกันนั้น พวกเขายังได้ประกอบกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับลัทธิคอมมิวนิสต์เอาไว้หลายระดับ นับตั้งแต่การรวมกลุ่มการเมืองย่อย ๆ ในหมู่นักศึกษา ที่เรียกกันว่า “วงมาร์กซิสต์” เพื่อนำงานเขียนแนวอุดมการณ์มาร์กซิสต์มาถกเถียงกัน[20] จนถึงการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสและพรรคคอมมิวนิสต์ยูโกสลาเวีย และยังรวมไปถึงการเป็นตัวแทนสมาคมนักศึกษาเขมรในกรุงปารีส เข้าร่วมการประชุมเยาวชนนานาชาติ ณ เบอร์ลินตะวันออก ที่ซึ่งพวกเขาได้พบเจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกัน และได้เรียนรู้วิธีการต่อสู้ของขบวนการคอมมิวนิสต์ในกัมพูชา และการก่อตั้งพรรคปฏิวัติประชาชนเขมรเป็นครั้งแรก[21]

นอกจากนั้น พวกเขายังพยายามขยายอุดมการณ์ของกลุ่มให้ครอบคลุมทั้งสมาคมนักศึกษาเขมร ซึ่งเป็นแหล่งรวมปัญญาชนชาวกัมพูชาส่วนใหญ่ในปารีส ด้วยการล้มล้างอิทธิพลของผู้นำนักศึกษาแนวอนุรักษ์นิยม[22]และเปลี่ยนให้กลายเป็นองค์กรสำหรับนักชาตินิยมและนักสังคมนิยมแทน

หลังจากที่เจ้าสีหนุก่อรัฐประหาร ประกาศยุบสมัชชาแห่งชาติ และเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ในปี พ.ศ. 2495[23] กลุ่มปัญญาชนปารีสก็เคลื่อนไหวต่อต้านการกระทำดังกล่าว ด้วยการออกแถลงการณ์วันที่ 6 กรกฎาคม ประณามการกระทำของพระองค์และเรียกร้องให้พระองค์สละราชสมบัติ[24] พร้อมกันนั้น ซาลอธ ซาร์ ยังได้เขียนบทความชื่อ “ราชาธิปไตยหรือประชาธิปไตย?” (Monarchy or Democracy?) ลงในนิตยสารสำหรับนักศึกษาชาวกัมพูชา ฉบับพิเศษ เพื่อวิพากษ์การกระทำของเจ้าสีหนุอีกด้วย จากการกระทำเหล่านี้ ส่งผลให้พวกเขาโดนระงับทุนการศึกษา[25] และทางการฝรั่งเศสยังออกคำสั่งปิดสมาคมนักศึกษาเขมรในปีต่อมา

อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2499 ฮู ยวน และเขียว สัมพันธ์ ได้ช่วยกันก่อตั้งกลุ่มใหม่ขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า “สหภาพนักศึกษาเขมร” (Khmer Students' Union) ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มนักศึกษาในวงมาร์กซิสเช่นเดิม

เส้นทางสู่อำนาจ

กลับกัมพูชา

หลังจากที่กลุ่มปัญญาชนปารีสเดินทางกลับสู่กัมพูชา สมาชิกในกลุ่มต่างก็แยกย้ายกันไปประกอบอาชีพและกิจกรรมต่าง ๆ ซาลอธ ซาร์ (กลับมาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2496) เดินทางออกจากกรุงพนมเปญเพื่อเข้าร่วมกับกองกำลังเขมรอิสระในพื้นที่ใกล้จังหวัดกัมปงสปือ และขบวนการเวียดมินห์ในพื้นที่ชนบทของจังหวัดกัมปงจาม[26] เอียง ซารี ประกอบอาชีพครูประจำภาควิชาการเมืองและปรัชญาที่วิทยาลัยศรีสวัสดิ์และวิทยาลัยกัมพูบต เช่นเดียวกับฮู ยวน[27] และเขียว สัมพัน (กลับมาในปี พ.ศ. 2502) ประกอบอาชีพอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพนมเปญ และผลิตหนังสือพิมพ์แนวสังคมนิยมเป็นภาษาฝรั่งเศส ชื่อ “ล็อบแซร์วาเตอร์”[28] ซึ่งได้รับความนิยมจากวงนักวิชาการกลุ่มเล็ก ๆ ในพนมเปญ

หลังจากที่ดำเนินการผลิตมาได้ 1 ปี กิจการหนังสือพิมพ์ของเขียว สัมพัน พร้อมกับหนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้ายฉบับอื่น ๆ ที่ตีพิมพ์ในกัมพูชาขณะนั้น ก็ถูกหน่วยรักษาความมั่นคงของรัฐบาลเจ้าสีหนุปิด ส่วนตัวเขียว สัมพัน เองก็ถูกนำไปประจารต่อสาธารณชนโดยการเฆี่ยนตี จับเปลื้องผ้า และถ่ายรูปเก็บไว้ หลังจากนั้นจึงถูกนำตัวไปควบคุมพร้อมกับสมาชิกขบวนการฝ่ายซ้ายอีก 17 คน[29] แต่อย่างไรก็ตาม ต่อมาเขียว สัมพัน ก็ได้รับการปล่อยตัว และร่วมมือกับเจ้าสีหนุต่อต้านกิจกรรมของสหรัฐอเมริกาในเวียดนามใต้

ทั้งเขียว สัมพัน ฮู ยวน และฮู นิม ต่างก็เป็นปัญญาชนแนวสังคมนิยมที่เจ้าสีหนุเชิญให้เข้ามาร่วมรัฐบาลสังคมราษฎร์ของพระองค์ด้วย โดยฮู ยวน ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์และอุตสาหกรรม ฮู นิม ได้รับตำแหน่งสำคัญในสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา[30] และเขียว สัมพัน ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีเศรษฐกิจ[31]

การได้ประกอบอาชีพเป็นครู/อาจารย์ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวง และได้ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาล ทำให้สมาชิกกลุ่มปัญญาชนปารีสบางคนสามารถแทรกซึมแนวคิดคอมมิวนิสต์เข้าไปยังหมู่ชนชั้นกลางที่อยู่ในเมือง และฐานมวลชนในเขตเลือกตั้งของตนได้[32]

การประชุมสมัชชาพรรคปฏิวัติประชาชนเขมร และการเปลี่ยนแปลง


สถานีรถไฟกรุงพนมเปญ สถานที่ที่เคยใช้จัดประชุมสมัชชาพรรคปฏิวัติประชาชนเขมรอย่างลับ ๆ
วันที่ 30 กันยายน ถึง 2 ตุลาคม พ.ศ. 2503 พรรคปฏิวัติประชาชนเขมรได้จัดการประชุมสมัชชาพรรคขึ้นอย่างลับ ๆ ในห้องว่าง ณ สถานีรถไฟกรุงพนมเปญ โดยในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการนำประเด็นที่ว่า พรรคควรจะเข้าร่วมเป็นพันธมิตรหรือเลือกเป็นปฏิปักษ์ต่อเจ้าสีหนุ มาถกเถียงกันด้วย หลังจากการประชุมเสร็จสิ้นลง ที่ประชุมได้มีมติให้เปลี่ยนชื่อพรรคเป็นชื่อ “พรรคแรงงานแห่งกัมพูชา” โดยแต่งตั้งเตา สมุธ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ และนวน เจีย ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ นอกจากนั้นซาลอธ ซาร์ และเอียง ซารี ก็เข้าร่วมเป็นแกนนำของพรรคนี้ด้วย[33]

การหายตัวไปอย่างลึกลับของเตา สมุธ (สันนิษฐานกันว่าถูกสังหาร) ในวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 ทำให้พรรคตกอยู่ใต้การควบคุมของซาลอธ ซาร์ แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งต่อมาซาลอธ ซาร์ ก็ได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรคอย่างเป็นทางการ หลังจากที่มีการเลือกตั้งคณะกรรมการกลางของพรรคชุดใหม่ ในการประชุมสมัชชาพรรครอบพิเศษ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2506 โดยมีนวน เจีย และเอียง ซารี ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ และมีโซ พิม กับวอน เวต เป็นแกนนำของพรรค[34] หลังจากนั้นมา ซาลอธ ซาร์ และสหายปัญญาชนปารีสของเขา ก็สามารถควบคุมศูนย์กลางของพรรคได้ทั้งหมด ส่วนกลุ่มสมาชิกเก่าแก่ที่สนับสนุนนโยบายเป็นกลางของรัฐบาล ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายเวียดนาม นั้น ก็ถูกลดอำนาจในพรรคลง

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2506 ซาลอธ ซาร์ กับสมาชิกคณะกรรมการกลางของพรรคส่วนใหญ่ ได้ทยอยเดินทางออกจากกรุงพนมเปญ เพื่อไปสร้างกองกำลังกบฏของตนเองขึ้นในบริเวณชายแดนของจังหวัดกำปงจามกับประเทศเวียดนาม[35] ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา ก่อนหน้านั้นไม่นาน เจ้าสีหนุได้รณรงค์ต่อต้านฝ่ายซ้าย และประกาศรายชื่อบุคคล 34 คนที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้ที่วางแผนโค่นล้มรัฐบาลของพระองค์ ซึ่งในจำนวนนั้น มีชื่อของซาลอธ ซาร์ กับครูฝ่ายซ้ายอีกหลายคนติดอยู่ด้วย เจ้าสีหนุได้เรียกตัวบุคคลในรายชื่อเหล่านี้มาพบ เพื่อให้พวกเขาเข้าร่วมกับรัฐบาลของพระองค์ และปฏิญาณตนว่าจะจงรักภักดีต่อพระองค์ ทุกคนที่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าวจะถูกติดตามด้วยตำรวจของพระองค์ตลอด 24 ชั่วโมง มีเพียงซาลอธ ซาร์ และเอียง ซารี เท่านั้น ที่ไม่ถูกติดตาม และสามารถหลบหนีออกมาจากกรุงพนมเปญได้[36]

การล่มสลายของรัฐบาลฝ่ายสาธารณรัฐ และการขึ้นสู่อำนาจของเขมรแดง

ระหว่างปี พ.ศ. 2508 – 2509 ซาลอธ ซาร์ และเพื่อนร่วมงานของเขา ได้เดินทางไปเยือนเวียดนามเหนือและสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เวียดนามเหนือ พวกเขาได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ทั้งที่เป็นชาวเวียดนามและชาวกัมพูชาที่อพยพเข้าไปอยู่ในเวียดนามตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 ซึ่งยังอาจได้รับการฝึกฝนทางการเมืองบางด้านจากที่นั่น[37] ส่วนในจีน พวกเขาได้ไปแสดงจุดยืนของพรรคและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อผู้บริหารระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็น เติ้ง เสี่ยวผิง หรือหลิว เสาฉี เป็นต้น[38] (ถึงแม้ว่าจีนจะเป็นพันธมิตรกับเจ้าสีหนุ แต่ทางการจีนก็ปิดข่าวการเดินทางมาเยือนของกลุ่มคอมมิวนิสต์กัมพูชาในครั้งนั้นไม่ให้พระองค์ทราบ)

ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2509 พรรคแรงงานแห่งกัมพูชาได้รับการเปลี่ยนชื่ออย่างลับ ๆ เป็น "พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา" (Communist Party of Kampuchea – CPK) ซึ่งในช่วงปลายปีเดียวกัน ศูนย์บัญชาการของพรรคก็ต้องถูกย้ายไปอยู่ในพื้นที่จังหวัดรัตนคีรี เนื่องจากฐานที่มั่นเดิมถูกจู่โจมโดยเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐอเมริกา[38]

ในปีต่อมา ด้วยความช่วยเหลือทางด้านอาวุธและที่พักจากฝ่ายเวียดนามเหนือ พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา ที่ประกอบด้วยกลุ่ม 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเขมรแดง (กลุ่มปัญญาชนปารีส) กลุ่มเขมรเวียดมินห์ และกลุ่มเขมรคอมมิวนิสต์[39] ก็เริ่มใช้กำลังต่อต้านรัฐบาลเจ้าสีหนุ โดยเริ่มจากการโจมตีฐานที่มั่นของฝ่ายพระองค์ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือก่อน ขณะเดียวกัน บรรดานักศึกษาและครูในเมืองจำนวนมากก็รู้สึกไม่พอใจกับวิธีการปกครองของเจ้าสีหนุ และหันมาศรัทธาต่อความสำเร็จจากการต่อสู้ทางการเมืองในจีน (การปฏิวัติวัฒนธรรม) และฝรั่งเศส (การลุกฮือเดือนพฤษภาคม 1968) ว่าเป็นขบวนการทางเลือกที่ควรจะมาแทนการปกครองแบบเจ้าสีหนุ[40]


อดีตนายกรัฐมนตรีลอน นอล ผู้ร่วมก่อการรัฐประหารยึดอำนาจเจ้าสีหนุ

เจ้าสีสุวัตถิ์ สิริมาตะ ผู้ร่วมก่อการรัฐประหารยึดอำนาจเจ้าสีหนุ
ต่อมา หลังจากเหตุการณ์รัฐประหารยึดอำนาจเจ้าสีหนุในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2513 โดยเจ้าสีสุวัตถิ์ สิริมาตะ ลูกพี่ลูกน้องของเจ้าสีหนุ และลอน นอล นายกรัฐมนตรีกัมพูชาในขณะนั้น กลุ่มพลังฝ่ายขวา หรือฝ่ายสาธารณรัฐเขมร ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับขบวนการคอมมิวนิสต์ ก็สามารถเข้ากุมอำนาจทางการเมืองของกัมพูชาได้แทบทั้งหมด พวกเขาได้ร่วมมือกับกองทัพอเมริกากดดันและปราบปรามขบวนการคอมมิวนิสต์ในเขตชนบทอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ภายในช่วงเวลา 4 ปีของการดำรงอำนาจ รัฐบาลฝ่ายสาธารณรัฐก็ต้องเผชิญปัญหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพกัมพูชา เวียดนามใต้ และอเมริกา กับกองทัพเวียดนามเหนือในกัมพูชา ปัญหาการขาดประสิทธิภาพของกองทัพ ปัญหาการขาดผู้นำที่เข้มแข็ง และปัญหาการทุจริตในกลุ่มนายทหารฝ่ายสาธารณรัฐเอง เป็นต้น ตรงกันข้ามกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ถึงแม้ว่าจะถูกกดดันโดยภาวะสงคราม แต่ก็ยังเป็นฝ่ายที่สามารถเข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในกัมพูชาได้มากกว่าฝ่ายรัฐบาล[41] และหลังจากที่เจ้าสีหนุเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนการต่อสู้ของฝ่ายคอมมิวนิสต์ และตั้งรัฐบาลแนวร่วมแห่งชาติกัมพูชา (Royal Government of National Union of Kampuchea – GRUNK)[42] เพื่อต่อต้านลอน นอล และเจ้าศรีสวัสดิ์ ความนิยมในเขตชนบทที่มีต่อพระองค์ก็เพิ่มมากขึ้น จนเป็นผลให้การขยายอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาเป็นไปอย่างง่ายดาย

ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2515 ถึงต้นปี พ.ศ. 2516 กองกำลังคอมมิวนิสต์เริ่มทดลองนำโครงการนารวมและระบบสหกรณ์รวมมาใช้กับประชาชนในเขตยึดครองของตนเอง และเริ่มมีข่าวลือว่า หลังจากที่พวกเขายึดหมู่บ้านหรือเมืองได้แล้ว พวกเขาจะบังคับให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่นั้นเข้าไปอยู่ในป่าแทนการจับเป็นเชลย[43]

ต้นปี พ.ศ. 2518 กองกำลังคอมมิวนิสต์ได้วางระเบิดตัดเส้นทางชายฝั่งแม่น้ำที่ใช้ลำเลียงอาหารและอาวุธเข้าสู่กรุงพนมเปญ[44] และนำกำลังปิดล้อมเมืองหลวงเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อเตรียมการบุกยึด ในที่สุด หลังจากการหลบหนีออกจากกัมพูชาของนายกรัฐมนตรีลอน นอล ในเดือนมีนาคมของปีเดียวกัน และความพยายามของสหรัฐอเมริกา ที่จะนำฝ่ายคอมมิวนิสต์มาเจรจากับฝ่ายรัฐบาล ไม่เป็นผล กองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา ที่นำโดยกลุ่มเขมรแดงของซาลอธ ซาร์ ก็เข้าบุกยึดกรุงพนมเปญ ในเช้าตรู่วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2518 ซึ่งตรงกับวันปีใหม่ของชาวกัมพูชา (เหตุที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์เลือกวันนี้เป็นวันบุกยึด เพราะต้องการให้ปีใหม่ปีนั้นเป็นปีเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของกัมพูชาใหม่ทั้งหมด)[45]

กัมพูชายุคเขมรแดง

กัมพูชาประชาธิปไตย


ธงชาติกัมพูชาประชาธิปไตย

ภาพสมาชิกระดับผู้นำของเขมรแดง - พล พต หรือซาลอธ ซาร์ หัวหน้าขบวนการ ยืนอยู่ตำแหน่งซ้ายมือสุด (ภาพนี้ถูกแสดงในพิพิธภัณฑ์ตวล สเลง)
หลังจากที่บุกยึดกรุงพนมเปญและสาธารณรัฐกัมพูชาได้สำเร็จ เขมรแดงได้เปลี่ยนระบอบการปกครองของกัมพูชาให้เป็นระบอบสังคมนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยมีคณะผู้ปกครองหลักคือ พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา หรือพรรคกัมพูชาประชาธิปไตย[46] และมีกลุ่มผู้ปกครองสูงสุดที่เรียกตนเองว่า "อังการ์เลอ" (Angkar Loeu) หรือ "องค์การจัดตั้งระดับสูง" ซึ่งชื่อ "อังการ์เลอ" นี้ ถูกนำมาใช้เพื่ออำพรางตนเองจากการรับรู้ของชาวกัมพูชารวมไปถึงสมาชิกระดับล่างของพรรค[47]

ในเดือนมกราคม 2519 เขมรแดงได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญกัมพูชาฉบับใหม่ ภายในนั้นได้มีการบัญญัติชื่ออย่างเป็นทางการของประเทศกัมพูชาว่า "กัมพูชาประชาธิปไตย" (Democratic Kampuchea)[47] แทนชื่อ "สาธารณรัฐกัมพูชา"

ศูนย์กลางอำนาจของกัมพูชาในขณะนั้นอยู่ที่ "พล พต" หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่าซาลอธ ซาร์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2519 โดยมีเอียง ซารี ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการต่างประเทศ วอน เวต ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการเศรษฐกิจ และซอน เซน ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการกลาโหม[48]

สมาชิกของพรรคส่วนใหญ่ ได้แก่ กองกำลังติดอาวุธทั้งชายและหญิงจากครอบครัวชาวนาในชนบทอันห่างไกล ซึ่งทั้งยากจนและขาดโอกาสในการศึกษา[49] โดยส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่เจ็บปวดและโกรธแค้นจากการที่ต้องสูญเสียบ้าน การงาน และครอบครัวเพราะระเบิดของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามกลางเมือง[50]

สถาบันหลักทางการเมืองของกัมพูชาประชาธิปไตย คือ “สภาผู้แทนประชาชนกัมพูชา” (Kampuchean People’s Representative Assembly) ที่ประกอบด้วย 1) ฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างลับ ๆ ทุก 5 ปี (ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ใช้ในขณะนั้น) 2) ฝ่ายบริหาร ที่มาจากการคัดเลือกของสมาชิกสภาผู้แทนประชาชน มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อสภา และ 3) ฝ่ายตุลาการ ที่ทำหน้าที่โดยศาลประชาชน นอกจากนั้นยังมี “สภาเปรสิเดียม” ที่ประกอบด้วยประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี 2 คน ที่ได้รับการคัดเลือกโดยสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนเช่นเดียวกับฝ่ายบริหาร เพื่อทำหน้าที่ตัวแทนของรัฐทั้งในและต่างประเทศ[51]

ภารกิจต่าง ๆ ของฝ่ายบริหารจะอยู่ในความรับผิดชอบของบุคคลในคณะกรรมาธิการประจำ (กรมการเมือง) ซึ่งเป็นองค์กรหลักภายในคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา ในขณะที่คณะกรรมการของพรรคจะมีหน้าที่ควบคุมทุกระดับของการจัดตั้ง นับตั้งแต่กลุ่มที่ประกอบด้วยครอบครัว 10 ครอบครัว กระทรวง สำนักงานของรัฐ และเขตการปกครองต่าง ๆ ของกัมพูชา[52]

ในแต่ละเขตการปกครองจะมีคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาประจำอยู่ เพื่อทำหน้าที่ตัดสินใจทั้งในด้านการเมืองและการทหารในเขตพื้นที่ของตน และรอรับคำสั่งจากศูนย์กลางพรรคเพื่อนำไปตีความและประยุกต์ใช้อีกครั้งตามความเหมาะสมของแต่ละท้องที่[53]

นโยบายและอุดมการณ์

นโยบายของเขมรแดงก็คือ ลบล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวตะวันตกสร้างไว้ และเขมรจะเจริญได้ต้องอยู่แบบชนบท นั่นคือ ไม่มีเมืองใหญ่ ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม ไม่มีการใช้ระบบเงินตรา และไม่มีการศึกษาให้กับประชาชน

การดำเนินการ

หลังจากที่เขมรแดงขึ้นมามีอำนาจแล้ว สิ่งแรกที่ทำคือ ประกาศให้ชาวเขมรทุกคนทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน เงินทอง หรือแม้แต่คนที่ตัวเองรักทั้งหลาย เพื่อมาทำงานให้กับคอมมูน คอมมูนคือหน่วยย่อยของเขมรแดง มีคอมมูนละ 10,000 คน หน้าที่ที่คนในค่ายต้องทำทุกวันคือทำงานเกี่ยวกับการเกษตรทั้งหมด ตามแต่ที่คอมมูนใดจะสั่งลงมา แต่ทุกคอมมูนเหมือนกันหมดคือทำงานโดยใช้แรงงานคนทั้งหมดโดยไม่มีเครื่องมือใดๆช่วยทุ่นแรง และต้องทำงานเป็นเวลา 11 ชั่วโมง เป็นเวลา 9 วันติดใครทำงานช้าหรืออิดๆออดๆจะถูกลงโทษอย่างหนัก ส่วนวันที่ 10 ต้องมานั่งฟังพวกเขมรแดงอบรมเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์

ความขัดแย้งกับพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและการล่มสลาย

เมื่อเขมรแดงได้ครองอำนาจในกรุงพนมเปญ ทางเขมรแดงได้ติดต่อกับเวียดนามเหนือตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2518 เพื่อแก้ไขปัญหาพรมแดนและการยอมรับกัมพูชาในฐานะประเทศเอกราช เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามถือว่าเขมรแดงเป็นเพียงสาขาหนึ่งของตนและพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเป็นพรรคคอมมิวนิสต์หนึ่งเดียวในอินโดจีน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายเวียดนามไม่สามารถตกลงกับเขมรแดงได้ เพราะเวียดนามไม่ยอมถอนทหารออกจากบริเวณที่เขมรแดงถือว่าล้ำเข้ามาในดินแดนของกัมพูชา แลไม่ยอมรับแนวเบรวิเญ่ ที่ใช้แบ่งเขตน่านน้ำของทั้งสองประเทศ แนวนี้กำหนดโดย จูลส์ เบรวิเญ่ ข้าหลวงใหญ่แห่งสหพันธรัฐอินโดจีน เมื่อ พ.ศ. 2482 ทั้งที่ แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติเวียดนามใต้กับสมเด็จพระนโรดม สีหนุได้เคยตกลงกันให้ใช้แนวเบรวิเญ่เป็นแนวพรมแดนระหว่างกันตั้งแต่ พ.ศ. 2509

ความขัดแย้งของทั้งสองประเทศรุนแรงขึ้นอีกใน พ.ศ. 2519 เมื่อทางเวียดนามได้ประกาศรวมชาติอินโดจีน และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างเวียดนามกับลาวเพื่อให้เขมรแดงทำตาม ในที่สุดในเดือนเมษายน พ.ศ. 2520 กองทัพเขมรแดงได้บุกโจมตีหมู่บ้านตินห์เบียว ในจังหวัดอันยางของเวียดนาม เวียดนามโต้ตอบด้วยการส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดในกัมพูชา เขมรแดงจึงบุกโจมตีจังหวัดไตบินห์และจังหวัดฮาเตียนเป็นการโต้ตอบในเดือนกันยายน ทำให้เวียดนามเคลื่อนทัพเข้ายึดครองกรุงพนมเปญ เขมรแดงจึงหมดอำนาจ[54]

สมเด็จเฮง สัมรินประธานสภาปฏิวัติประชาชนกัมพูชา ได้ทำการรัฐประหารยึดรัฐบาลพล พตแล้วสถาปนาใหม่ว่าสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา

หลังสูญเสียอำนาจ

หลังสูญเสียอำนาจ เขมรแดงหนีมาใช้ชายแดนไทยเป็นเขตพักพิงและได้รับความช่วยเหลือจากจีนทำให้กลุ่มนี้ฟื้นตัวขึ้นอีก เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2525 เขมรแดงเข้าร่วมในรัฐบาลผสมแนวร่วมเขมรสามฝ่ายภายใต้การนำของสีหนุเพื่อต่อต้านเวียดนามและรัฐบาลพนมเปญ และได้เข้าร่วมในการเจรจาสันติภาพที่กรุงปารีสเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2534 เขมรแดงร่วมลงนามในข้อตกลงและจัดตั้งพรรคการเมืองคือพรรคสามัคคีแห่งชาติกัมพูชาเพื่อเตรียมเข้าร่วมการเลือกตั้ง[55] แต่เกิดความหวาดระแวงว่าอาจเป็นกลลวงให้วางอาวุธเพื่อจับตัวไปดำเนินคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์[56] จึงประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้ง โดยเขมรแดงถอนตัวออกจากการเจรจาสันติภาพ และไม่เข้าร่วมการเลือกตั้ง ไม่ยอมปลดอาวุธและไม่ยอมให้ประชาชนในเขตของตนลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2536[57]

หลังการเลือกตั้ง รัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชาประกาศให้พรรคการเมืองของเขมรแดงเป็นพรรคที่ผิดกฏหมาย เขมรแดงได้ตอบโต้โดยจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อสหภาพแห่งชาติและการปลดปล่อยแห่งชาติกัมพูชา[58] ที่จังหวัดไพลินและจังหวัดพระวิหารเขมรแดงพยายามเข้ามามีบทบาทเป็นที่ปรึกษาในรัฐบาลใหม่แต่ก็ยังประกาศต่อต้านรัฐบาลใหม่ด้วยอาวุธด้วย รัฐบาลพนมเปญส่งกำลังทหารเข้าปราบเขมรแดงใน พ.ศ. 2537 แต่กองกำลังของเขมรแดงยังยันกำลังฝ่ายรัฐบาลไว้ได้ ใน พ.ศ. 2539 เริ่มมีความแตกแยกอย่างรุนแรงในกลุ่มเขมรแดงซึ่งถึงแม้จะต่อสู้กับรัฐบาลด้วยกำลังทหารได้แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทั่วไป ความแตกแยกเห็นได้จากการหันมาให้ความร่วมมือกับรัฐบาลพนมเปญของเอียง สารี เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2539 และจัดตั้งพรรคการเมืองของตัวเองคือขบวนการสหภาพแห่งชาติประชาธิปไตย[59] และการที่พอล พต สั่งฆ่าซอน เซนและครอบครัวเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2540[60] ต่อมาใน พ.ศ. 2540 เขียว สัมพันได้แยกตัวออกจากเขมรแดงไปจัดตั้งพรรคการเมืองของตนเองคือพรรคเอกภาพแห่งชาติเขมร เพื่อเข้าร่วมในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541

หลังจากการเสียชีวิตของพอล พต เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2541 กองกำลังเขมรแดงส่วนใหญ่ได้ยอมวางอาวุธ เขียว สัมพัน กับนายเจียยอมจำนนต่อฮุน เซนเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 ทำให้เหลือเพียงกองกำลังติดอาวุธจำนวนน้อยของตาม็อกเท่านั้น เขียว สัมพันและตาม็อกประกาศยกเลิกรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อสหภาพแห่งชาติและการปลดปล่อยแห่งชาติกัมพูชาหลังการเสียชีวิตของพล พต ใน พ.ศ. 2541 ตาม็อกถูกฝ่ายรัฐบาลจับได้เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2542 ตาม็อกและกังเก็กเอียงที่เป็นผู้บัญชาการคุกต็วล ซแลง ที่ใช้คุมขังนักโทษการเมืองในขณะที่เขมรแดงเรืองอำนาจ ถูกตั้งข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

การพิจารณาคดีอดีตผู้นำเขมรแดง

แล้วในปีพ.ศ. 2550นายเอียง ซารีและนางเขียว ธิริธภรรยา ได้โดนจำคุกที่ศาลนานาชาติกรุงพนมเปญโดยตามคำสั่งของสมเด็จ ฮุน เซนนายกรัฐมนตรีและส่วนนั้นยังไม่มีผู้รายงานมาดำเนินคดี มีเพียงเหลือแต่เขียว สัมพัน อายุ 75 ปี และคัง เค็ค เอียว หรือ สหายดุช อดีตหัวหน้าเรีอนจำตวนสเลง แค่เหลือเพียงเท่านั้น ที่จะดำเนินคดีล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมร

นำมาจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    resgat.net หน้ากระดานข่าวหลัก -> ความเป็นมา-ประวัติศาสตร์ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group